สรุปข่าว
- จีนได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงอย่างมาก โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ราว 659,000 ล้านดอลลาร์ ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008
- ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง โดยเพิ่มอีก 15 ตันในเดือนมิถุนายน ทำให้ครึ่งปีแรกซื้อสะสมแล้ว 40 ตัน
- การลดสัดส่วนสินทรัพย์ดอลลาร์ควบคู่กับการเพิ่มทองคำ สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาดอลลาร์ซึ่งอาจส่งผลต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกในระยะยาว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bullish
แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจีนกำลังย้ายเงินจากพันธบัตรสหรัฐฯ ไปซื้อ Bitcoin โดยตรง แต่การลดการพึ่งพาสินทรัพย์ดอลลาร์และการสะสมสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ อาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม หากกระแสกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ขยายวงกว้างขึ้น
จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อเนื่อง
จีนเป็นหนึ่งในผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่สัดส่วนการถือครองได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 659,000 ล้านดอลลาร์
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือแนวโน้มระยะยาวซึ่งจีนลดการพึ่งพาพันธบัตรสหรัฐฯ ลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังคงถือครองสินทรัพย์สำรองอื่นเพิ่มขึ้น
ธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง 20 เดือน
ในฝั่งทองคำ ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีน หรือ PBoC ซื้อทองคำเพิ่มอีก 15 ตันในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการซื้อรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
การซื้อดังกล่าวทำให้จีนสะสมทองคำเพิ่มขึ้นรวม 40 ตันในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 และมีทองคำสำรองทั้งหมดประมาณ 2,346 ตัน ขณะที่การซื้อทองคำของ PBoC เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ซึ่งถือเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลในยุคปัจจุบัน
ย้อนกลับไปตลอดปี 2025 จีนเพิ่มทองคำสำรองประมาณ 27 ตัน ดังนั้นเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ก็ซื้อเพิ่มมากกว่าทั้งปี 2025 แล้ว
ภาพดังกล่าวทำให้การสะสมทองคำของจีนกลายเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของกระแสการกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์ดอลลาร์
การลดการพึ่งพาดอลลาร์กำลังเป็นกระแส
การลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่ได้หมายความว่าจีนกำลัง “ทิ้งดอลลาร์” ทั้งหมด เพราะจีนยังคงมีเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปสินทรัพย์ดอลลาร์จำนวนมาก และการถือครองพันธบัตรผ่านประเทศหรือตัวกลางอื่นก็อาจไม่ปรากฏอยู่ในตัวเลขการถือครองโดยตรงของจีน
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารกลางจีนเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แสดงให้เห็นถึงความต้องการเพิ่มสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตของรัฐบาลต่างประเทศ โดย World Gold Council ระบุว่าการซื้อทองของจีนในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นรวม 82 ตัน
แนวโน้มดังกล่าวยังเกิดขึ้นในระดับโลก โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าทองคำได้กลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
แล้ว Bitcoin จะได้อานิสงส์อะไร?
แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่จีนเลือกเพิ่มอย่างชัดเจน แต่สำหรับตลาดคริปโต ภาพดังกล่าวก็มีนัยสำคัญในเชิงภาพลักษณ์เพราะ Bitcoin มีคุณสมบัติคล้ายทองคำในบางด้าน ทั้งจำนวนที่จำกัด, ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งและสามารถถือครองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
หากกระแสการกระจายทุนออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ขยายตัวจากจีนไปยังธนาคารกลางหรือสถาบันอื่น ๆ Bitcoin อาจได้อานิสงส์ในฐานะหนึ่งในสินทรัพย์ทางเลือก แม้ในปัจจุบัน ทองคำยังเป็นผู้ได้อานิสงส์ดังกล่าวโดยตรงจากกระแสนี้มากกว่า Bitcoin อย่างชัดเจน
ดังนั้น ผลกระทบต่อราคา BTC จึงน่าจะเป็นไปในทิศทางบวกในระยะยาวมากกว่าจะออกดอกออกผลในระยะสั้น และยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น นโยบายดอกเบี้ยของ Fed, สภาพคล่องตลาดโลกและทิศทางของดอลลาร์ควบคู่กันไป
การลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของจีนและการเพิ่มทองคำสำรองต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังเลิกใช้ดอลลาร์ในทันที แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารกลางบางแห่งกำลังให้ความสำคัญกับ การกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง มากขึ้น
สำหรับ Bitcoin ผมมองว่านี่เป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เพราะหากโลกเดินหน้าลดการพึ่งพาสินทรัพย์ดอลลาร์ต่อไปเรื่อย ๆ สินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเป็น “เงินนอกระบบ” อย่าง Bitcoin อาจได้รับความสนใจมากขึ้นในอนาคต แม้ตอนนี้ทองคำจะยังเป็นตัวเลือกหลักของธนาคารกลางก็ตาม
ที่มา: U.S. Treasury, World Gold Council , Central Bank Gold Statistics · DefiWimar

