สรุปข่าว
- ในช่วงเวลาเพียง 17 วัน เกิดเหตุการณ์สะเทือนวงการคริปโทฯ ถึง 3 ครั้งซ้อน เริ่มจากช่องโหว่ระบบของ Coldcard ตามด้วย Trezor และ Safepal ที่ทำข้อมูลหลุด
- นักสืบคริปโทฯ ZachXBT เคยออกมาเตือนตั้งแต่ 15 ก.ค. ว่า Hardware Wallet ทุกเจ้าไม่มีความปลอดภัยและไม่แนะนำให้ใช้งานก่อนจะเกิดเรื่องตามที่กล่าว
- การใช้ Hardware Wallet ยังคงปลอดภัยที่จะใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงที่ดี แต่เกราะป้องกันขั้นสูงสุดย่อมต้องอาศัยความรอบคอบและสติของผู้ใช้งานเอง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ภายในเวลาเพียง 17 วัน วงการ Hardware Wallet ต่างต้องเผชิญหน้ากับข่าวร้ายถึง 3 ข่าวเริ่มต้นจาก Coldcard ลามไป Trezor และ Safepal ซึ่งถึงแม้จะดูน่ากลัวแต่ในมุมมองของความปลอดภัยโดยรวม การรั่วไหลทางเทคนิคยังคงเป็นกรณีเฉพาะ ทำให้การใช้ Hardware Wallet ยังสามารถใช้งานได้ต่อ แต่ผู้ใช้ก็ไม่ควรละเลยและต้องตั้งสติด้วยเช่นกัน
ตลอดระยะเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาของเดือนสิงหาคม วงการคริปโทฯ ทั่วโลกต่างประสบกับภัยคุกคามครั้งใหญ่แบบที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อ Hardware Wallet หรือกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนบุคคล ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด กลับตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีและละเมิดข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
การโจมตีครั้งแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ในวันที่ 30 ก.ค. กับกรณีของ Coldcard Hardware Wallet จากทีม CoinKite ที่ต่อมาจะสืบทราบว่าเกิดช่องโหว่ภายในระบบการสุ่มทำให้มาตรการรักษาความปลอดภัยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากสูญเสียเงินไปรวมกันหลักร้อยล้านดอลลาร์
ในตอนแรกตลาดเริ่มที่จะพอตั้งสติได้ และคาดว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรซ้ำเติมอีกเพราะวิกฤต Coldcard ก็ถือว่าแย่อยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน Trezor ผู้ผลิต Hardware Wallet ยอดนิยมก็ได้ออกมายอมรับว่า ข้อมูลของลูกค้าได้หลุดออกไปเป็นจำนวน 13,689 ราย เมื่อวันที่ 13 ส.ค.
แม้ Trezor เองจะยืนยันว่าไม่ถูกแฮก อุปกรณ์ Hardware Wallet, Private Key และ Seed Phrase ยังปลอดภัย 100% แต่ข้อมูลที่มิจฉาชีพได้ไปนั้นก็มีความเสี่ยงที่อาจให้เกิดการ wrench attack (ดักโจมตี) ผู้ถือครองคริปโทฯ ได้โดยง่าย รวมไปถึงการ Phishing แบบถึงตัว เช่นการร่อนจดหมายไปถึงบ้าน
สถานการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อวันที่ 16 ส.ค. Safepal ผู้ผลิต Wallet อีกรายก็ได้แถลงความผิดพลาดในการปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหล ส่งผลกระทบต่อลูกค้าประมาณ 39,798 คน โดยข้อมูลที่หลุดไปประกอบด้วย ชื่อ, อีเมล, ที่อยู่จัดส่ง, เบอร์โทรศัพท์ และรายละเอียดการซื้อ ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับกรณีของ Trezor
แต่ที่น่าแปลกใจเลยก็คือ เหตุการณ์ทั้ง 3 เกิดขึ้นภายในกรอบระยะเวลาเพียงแค่ 17 วันเท่านั้น จึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่าอุปกรณ์ Hardware Wallet ยังคงปลอดภัยอยู่จริงไหมเพราะถ้าบริษัทไม่ทำข้อมูลลูกค้าหลุด ตัวผลิตภัณฑ์เองก็มีความเสี่ยงที่จะพลาดได้อีกเช่นกัน และคราวนี้ไม่มีใครจะให้ความรับผิดชอบได้หากถูกโจรกรรมขึ้นมา

Hardware Wallet ยังปลอดภัยหรือไม่?
หากว่ากันตามตรงแล้วเหตุการณ์ของ Coldcard ถือเป็นเพียงความผิดพลาดของบริษัทเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หมายความว่า Wallet ของบริษัทอื่นยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางเทคนิคได้อย่างดี ไม่มีอะไรรั่วไหล และยังสามารถใช้งานต่อไปได้
จากสถิติที่ผ่านมาสินทรัพย์ของผู้ใช้ที่สูญหายไปส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์มากกว่าความผิดปกติของโครงสร้างหรือระบบ ยกตัวอย่างเช่นการตกเป็นเหยื่อ Phishing ถูกหลอกโอน, การโอนผิดพลาด, หรือ มีมัลแวร์ถูกฝังไว้ในเครื่องที่นำอุปกรณ์ไปเชื่อมต่อ
ดังนั้น หากให้ตอบสั้นๆ Hardware Wallet ยังคงปลอดภัยอยู่ในระดับหนึ่งจนกว่าจะมีการตรวจพบช่องโหว่ใหม่ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการพบเจอเพิ่มเติม ที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะในโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ 100% การใช้ Hardware Wallet จึงเปรียบเสมือนการลดความเสี่ยงลงมากกว่าการขจัดความเสี่ยงโดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในวันที่ 15 ก.ค. ZachXBT นักสืบคริปโทฯ ชื่อดังระดับโลกเจ้าตัวเคยได้ออกมาเตือนผ่านช่องทางเทเลแกรม และระบุว่า Hardware Wallet ทั้งหมดทุกเจ้าไม่ต่างอะไรจากขยะ และไม่แนะนำให้มีการใช้งานในการทำธุรกรรมหรือเก็บเงินไว้ข้างใน หากอยากจะเก็บคริปโทฯ ให้หันไปใช้ iPhone 2 เครื่องยังดีกว่า

ด้านความน่าเชื่อถือของ ZachXBT นั้นถือว่าได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการ เนื่องจากที่ผ่านมาเขาได้ออกมาเปิดโปงมุมมืดในอุตสาหกรรมคริปโทฯ ได้อย่างแม่นยำมาแล้วในหลายเคส ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถคาดการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้าได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะกรณีของ Coldcard ที่เกิดขึ้นจริงหลังจากที่เขาออกโรงเตือนเพียงแค่ 15 วันเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะฝากความหวังไว้กับ Hardware Wallet ต่อไปหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่ละบุคคล เพราะไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าวิธีการเก็บรักษาแบบใดคือทางออกที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยงเท่านั้น แต่เกราะป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นความรอบคอบ วินัย และความไม่ประมาทของตัวผู้ใช้งานเอง

