bitkub-banner

CZ ชี้ทางรอดเศรษฐกิจ ดันทุกประเทศทำ Tokenization ดูดเงินทุนโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CZ มองว่า Tokenization มีศักยภาพเป็นเครื่องมือระดมทุนระดับโลก โดยช่วยให้ประเทศและบริษัทเปิดรับเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ FDI ได้ง่ายขึ้น ผ่านการนำสินทรัพย์มาอยู่บนบล็อกเชน
  • ตลาด RWA ยังโตต่อเนื่อง มูลค่าสินทรัพย์บนบล็อกเชนแตะ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จำนวนผู้ถือครองเพิ่มขึ้นเกือบ 80% สะท้อนความสนใจที่กำลังเร่งตัว
  • โจทย์ใหญ่คือสภาพคล่องที่กระจัดกระจาย จากการ Tokenize บนหลายเครือข่าย แต่ CZ เชื่อว่า Interoperability หรือการเชื่อมต่อระหว่างบล็อกเชน จะช่วยรวมสภาพคล่องและปลดล็อกการเติบโตของตลาดได้

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

CZ ผู้ก่อตั้ง Binance มองว่า Tokenization อาจกลายเป็นช่องทางใหม่ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ระดมทุนและดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะ FDI ท่ามกลางตลาด RWA ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์บนบล็อกเชนแตะ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ และจำนวนผู้ถือครองเพิ่มขึ้นเกือบ 80% อย่างไรก็ตาม การนำสินทรัพย์ไป Tokenize บนหลายเครือข่ายอาจทำให้สภาพคล่องถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ซึ่ง CZ มองว่าปัญหานี้สามารถบรรเทาได้ หากแต่ละบล็อกเชนและผู้ออกโทเคนมีความสามารถในการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกันได้ดีขึ้น

ฉางเผิง จ้าว (CZ) ผู้ก่อตั้ง Binance มองว่า Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้กลายเป็นโทเคนบนบล็อกเชน อาจกลายเป็นประตูบานใหม่ที่เปิดให้ประเทศต่าง ๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะการดึงดูด FDI ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ยอมรับว่า เมื่อสินทรัพย์ถูกนำไปแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชนหลายเครือข่าย ปัญหาที่ตามมาคือ สภาพคล่องอาจถูกทำให้กระจัดกระจายออกเป็นหลายส่วน 

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางตลาด Real-World Assets (RWA) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลจาก RWA.xyz ระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์บนบล็อกเชนอยู่ที่ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.16% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ถือครองพุ่งขึ้น 79.74% สู่ 2,379,918 ราย สะท้อนว่า ความสนใจของนักลงทุนกำลังเติบโตเร็วกว่าตัวมูลค่าตลาดอย่างเห็นได้ชัด

CZ เองก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เพียงในมุมของตลาดคริปโต เพราะเขาทำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาด้านนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับปากีสถาน และคีร์กีซสถาน โดยเขาเคยนำเสนอแนวคิดเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อยกระดับระบบการเงินของประเทศเหล่านี้มาแล้ว

แต่เมื่อสินทรัพย์กำลังถูกนำขึ้นบล็อกเชนมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะโทเคนไนซ์อะไร” แต่คือ “โทเคนไนซ์แล้วสภาพคล่องจะไปอยู่ที่ไหน”

เพราะหากสินทรัพย์เดียวกันถูกออกบนหลายเครือข่าย สภาพคล่องก็อาจถูกแยกออกจากกัน นักลงทุนที่อยู่บน Ethereum อาจเข้าถึงสภาพคล่องชุดหนึ่ง ขณะที่ผู้ลงทุนบน Solana หรือเครือข่ายอื่นอาจเข้าถึงสภาพคล่องอีกชุด

ปัญหานี้ได้รับการจับตาจากสถาบันการเงินระดับโลกเช่นกัน โดย Clearstream, DTCC และ Euroclear ร่วมกับ Boston Consulting Group เตือนว่า ความกระจัดกระจายของเครือข่ายบล็อกเชนอาจทำให้สินทรัพย์ติดอยู่ในกลุ่มสภาพคล่องที่แยกจากกัน และท้ายที่สุดอาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม CZ ไม่ได้มองว่า Multi-chain หรือการเลือกใช้งานเครือข่ายที่หลากหลายเป็นสิ่งที่ตลาดควรหลีกเลี่ยง

ตรงกันข้าม เขาสนับสนุนให้เกิด Tokenization บนหลายบล็อกเชน เพราะการแข่งขันระหว่างผู้เล่นอาจช่วยเร่งการเติบโตของตลาด แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันคือ ความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย

CZ มองว่า หากผู้ออกโทเคนสามารถแลกเปลี่ยนและเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่กระจัดกระจายก็สามารถทำให้ลดลงได้

ที่มา:beincrypto


มุมมองผู้เขียน: ประเด็นที่ CZ กล่าวถึงอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของวงการ Tokenization ในวันนี้ เพราะการนำสินทรัพย์ขึ้นบล็อกเชนอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุดอีกต่อไป แต่การทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นมีสภาพคล่องมากเพียงพอต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่า แนวคิดนี้จะเปลี่ยนตลาดทุนโลกได้จริงหรือไม่