สรุปข่าว
- Coinbase เปิดตัวหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนบน Base เริ่มจาก Apple, Nvidia, Meta และ Alphabet โดยมีหุ้นจริงหนุนหลังในอัตราส่วน 1:1 และอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ได้รับการกำกับดูแล
- หุ้นโทเคนไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับซื้อขาย แต่สามารถโอนระหว่าง Wallet ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีโอกาสนำไปต่อยอดในโลก DeFi เช่น การใช้เป็นหลักประกัน
- การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า ตลาด Tokenization กำลังขยายจากพันธบัตรและกองทุนสู่ตลาดหุ้น ซึ่งอาจกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของกระดานเทรดคริปโตและสถาบันการเงินทั่วโลก
แนวโน้มลผลกระทบ: Bullish
Coinbase กำลังเดิมพันกับอนาคตที่หุ้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในตลาดหลักทรัพย์อีกต่อไป พร้อมเปิดตัวหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนบนเครือข่าย Base โดยเริ่มจาก Apple, Nvidia, Meta และ Alphabet ซึ่งมีหุ้นจริงหนุนหลังในอัตราส่วน 1:1 และสามารถซื้อขายบนโลกออนเชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเปิดทางให้หุ้นเชื่อมต่อกับ DeFi และถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเงินได้มากกว่าการซื้อแล้วถือ ขณะที่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มคริปโตและสถาบันการเงินเพื่อพาตลาดหุ้นขึ้นบล็อกเชนกำลังทวีความเข้มข้น และอาจกลายเป็นหนึ่งในสนามใหญ่ที่สุดของกระแส Tokenization ในอนาคต
Coinbase เปิดตัวหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคนบนเครือข่าย Base เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมเปิดศึกโดยตรงกับบรรดาแพลตฟอร์มที่กำลังเร่งสร้าง “ตลาดหุ้นยุคใหม่” บนโลกออนเชน โดยเริ่มต้นจากหุ้นที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเป็นดีอย่าง Apple, Nvidia, Meta และ Alphabet
บริการดังกล่าวเปิดให้กับนักลงทุนที่เข้าเกณฑ์ และอยู่นอกสหรัฐอเมริกาใช้งาน โดยโทเคนแต่ละตัวได้รับการหนุนหลังด้วยหุ้นจริงในอัตราส่วน 1:1 ซึ่งถือครองและดูแลโดย Alpaca โบรกเกอร์และผู้ให้บริการ Custodian ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ขณะที่ Coinbase ระบุว่า จะทยอยเพิ่มหุ้นอื่น ๆ เข้ามาอีกในอนาคต
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ Coinbase ก้าวเข้าสู่สนามแข่งเดียวกับ Kraken และ Binance ซึ่งต่างมองเห็นโอกาสเดียวกัน นั่นคือ การนำหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกออกจากข้อจำกัดเดิม และเปิดประตูสู่การซื้อขายบนบล็อกเชน
โทเคนหุ้นของ Coinbase ถูกออกภายใต้กรอบ B20 โดยแต่ละโทเคนเป็นตัวแทนสิทธิเรียกร้องโดยตรงต่อหุ้นอ้างอิง ผู้ดูแลสภาพคล่องระดับสถาบันจะซื้อหุ้นจริง ก่อนนำไปเก็บรักษากับ Alpaca ผ่านโครงสร้างที่แยกสินทรัพย์ออกจากความเสี่ยงด้านการล้มละลาย
โครงสร้างดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Abu Dhabi Global Market (ADGM) ซึ่ง Coinbase เพิ่งเลือกใช้เป็นฐานสำหรับจัดตั้งศูนย์กลาง Tokenization ระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน เงินปันผลและเหตุการณ์อย่างการแตกพาร์หุ้น จะสะท้อนมายังโทเคนเช่นกัน ทำให้หุ้นในรูปแบบโทเคนมีความเชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรงมากขึ้น
หลังจากโทเคนถูก Mint แล้ว ผู้ถือสามารถโอนสินทรัพย์ระหว่าง Wallet ได้โดยไม่ต้องผ่าน Whitelist นักลงทุนสามารถเก็บสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าเงินแบบ Self-custody และซื้อขายบนแพลตฟอร์มออนเชนที่รองรับได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึง DEX อย่าง Aerodrome
สิ่งนี้ทำให้รูปแบบของตลาดหุ้นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อหุ้นถูกนำขึ้นสู่บล็อกเชน สินทรัพย์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงการซื้อและถือเหมือนในระบบเดิมอีกต่อไป แต่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโลก DeFi ได้ นักลงทุนอาจนำหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืม หรือนำไปต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ บนโลกออนเชน
เพื่อรองรับการใช้งานดังกล่าว Coinbase ยังดึง Chainlink เข้ามาจัดหาข้อมูลราคาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ DEX ตลาดกู้ยืม และแอปพลิเคชัน DeFi บน Base สามารถเข้าถึงข้อมูลราคาที่จำเป็นสำหรับการนำโทเคนหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันหรือสร้างผลิตภัณฑ์การซื้อขายต่อไป
การเปิดตัวของ Coinbase เกิดขึ้นในช่วงที่กระแส Tokenization กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ธนาคารและผู้จัดการสินทรัพย์ได้นำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สินเชื่อภาคเอกชน และกองทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เข้าสู่โลกออนเชนแล้ว ตามข้อมูลจาก RWA.xyz
แต่ตลาดหุ้นอาจเป็นสนามที่ใหญ่กว่า และกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่ผู้เล่นทั่วทั้งอุตสาหกรรมจับตา
Citi ประเมินว่า ตลาดหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนอาจมีมูลค่าสูงถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ทำให้ทั้งกระดานเทรดคริปโต บริษัทฟินเทค และผู้ให้บริการตลาดการเงินแบบดั้งเดิม ต่างเร่งพัฒนาโครงสร้างที่จะนำการซื้อขายและการชำระราคาหุ้นขึ้นสู่บล็อกเชน
ที่มา:coindesk
มุมมองผู้เขียน: การแข่งขันครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น และโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมต่อจากนี้อาจไม่ใช่เพียงว่า ใครจะนำหุ้นขึ้นบล็อกเชนได้ก่อน แต่คือใครจะสามารถสร้างระบบที่ทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นถูกซื้อขาย โอน และนำไปใช้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ภายใต้โครงสร้างที่นักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลยอมรับ

