bitkub-banner

Dylan LeClair เตือนเฮจฟันด์ที่ไม่ถือ BTC อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Dylan LeClair หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ Bitcoin ของ Metaplanet มองว่า ภายใน 24-36 เดือน การที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ไม่ได้ลงทุนใน Bitcoin ไว้บ้างเลยนั้นอาจกลายเป็น “ความเสี่ยงต่ออาชีพ” สำหรับผู้จัดการกองทุน
  • แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจาก Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก ไปสู่ สินทรัพย์ที่ผู้จัดการกองทุนอาจต้องมีไว้ในพอร์ตเพื่อไม่ให้พลาดผลตอบแทน
  • LeClair มองว่าการที่สถาบันเข้าถึง Bitcoin ได้ง่ายขึ้น ทั้งผ่าน ETF และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ กำลังช่วยลดความเสี่ยงด้านอาชีพของผู้จัดการกองทุนที่ต้องการลงทุนใน BTC

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

มุมมองนี้ดังกล่าวเป็นมุมมองในเชิงบวกต่อ Bitcoin ในระยะกลางถึงยาว เพราะหาก Bitcoin เปลี่ยนจาก “สินทรัพย์ที่ผู้จัดการกองทุนเลือกลงทุน” มาเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่ถืออาจมีความเสี่ยง” จะทำให้ฐานของแรงซื้อและความต้องการจากนักลงทุนสถาบันกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างและไม่ได้หมายความว่าราคา BTC จะตัวปรับขึ้นทันทีแต่อย่างใด

LeClair มอง Bitcoin กำลังเปลี่ยนจาก “ทางเลือก” เป็น “สิ่งที่ต้องมี”

Dylan LeClair หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ Bitcoin ของ Metaplanet บริษัทจดทะเบียนในญี่ปุ่นที่ใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักในกองคลังบริษัทมองว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การไม่มี Bitcoin อยู่ในพอร์ตของกองทุนป้องกันความเสี่ยงอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพสำหรับผู้จัดการกองทุน โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่าบทบาทของ Bitcoin ในตลาดสถาบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

LeClair นั้นเป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการวางกลยุทธ์ Bitcoin ของ Metaplanet ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 และก่อนหน้านี้เคยทำงานกับ Bitcoin Magazine และ UTXO Management ทำให้มุมมองดังกล่าวมาจากบุคคลที่อยู่ในตลาด Bitcoin ในระดับองค์กรใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันโดยตรง

“ความเสี่ยงต่ออาชีพ” ที่ว่านี้คืออะไร?

คำว่าความเสี่ยงต่ออาชีพในบริบทนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการกองทุนจะต้องซื้อ Bitcoin ทันที แต่หมายถึง ความเสี่ยงที่ผู้จัดการกองทุนจะถูกมองว่าตัดสินใจผิด หาก Bitcoin ให้ผลตอบแทนเหนือสินทรัพย์อื่นอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น หากกองทุนแห่งหนึ่งไม่มี Bitcoin ขณะที่ BTC ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปี ผู้จัดการกองทุนอาจต้องตอบคำถามจากนักลงทุนว่าเหตุใดจึงไม่มีการเปิดรับความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงดังกล่าว

ในทางกลับกัน หากผู้จัดการกองทุนจัดสรรเงินเพียงเล็กน้อยให้ Bitcoin และตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง ความเสียหายก็อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงส่วนหนึ่งของพอร์ต

ดังนั้น เมื่อ Bitcoin มีสถานะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น การ “ไม่มี Bitcoin” อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่มากกว่าการ “มี Bitcoin เล็กน้อย”

ETF กำลังลดกำแพงระหว่าง Bitcoin กับเงินสถาบัน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้มีน้ำหนักมากขึ้นคือการเกิดขึ้นมาของ Spot Bitcoin ETF ซึ่งทำให้นักลงทุนสถาบันสามารถเข้าถึง Bitcoin ผ่านตลาดการเงินแบบดั้งเดิมได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องดูแล Private Key หรือถือ BTC โดยตรง

LeClair เคยอธิบายประเด็นนี้ในงาน Bitcoin for Corporations ว่าเงินจำนวนมหาศาลในระบบการเงินโลกยังไม่สามารถเข้าถึง Bitcoin โดยตรงได้ เนื่องจากกรอบข้อตกลงและเงื่อนไขจำกัดขอบเขตการลงทุนและประเภทสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้

เมื่อ Bitcoin ถูกมองในภาพของผลิตภัณฑ์ที่สถาบันสามารถถือได้ง่ายขึ้น เช่น ETF, หุ้นบริษัทคลังเก็บสะสม Bitcoin และตราสารทางการเงินอื่น ๆ ช่องทางในการนำเงินเข้าสู่ตลาดจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Metaplanet กำลังเดิมพันกับแนวโน้มนี้

แนวคิดของ LeClair สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Metaplanet อย่างชัดเจน เพราะบริษัทไม่ได้มอง Bitcoin เป็นเพียงสินทรัพย์ที่ถือไว้เฉย ๆ แต่สร้างโครงสร้างทางการเงินเพื่อเพิ่มจำนวน Bitcoin ต่อหุ้นอย่างต่อเนื่อง

Metaplanet ใช้ทั้งการออกหุ้นและการจัดหาเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อระดมทุนสำหรับการสะสม Bitcoin ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์บริษัท

ขณะเดียวกัน LeClair ยังมองว่าญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ หลัง Bitcoin ETF และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎเกณฑ์ช่วยลด “ความเสี่ยงต่ออาชีพ” ให้กับผู้จัดการกองทุนที่ต้องการเข้าลงทุนใน Bitcoin


Dylan LeClair มองว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า การไม่มี Bitcoin ในพอร์ตกองทุนเฮดจ์ฟันด์อาจกลายเป็นความเสี่ยงซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนสถานะของ Bitcoin จากสินทรัพย์ทางเลือกที่ผู้จัดการกองทุน “เลือกว่าจะถือหรือไม่” ไปสู่สินทรัพย์ที่ความเสี่ยงที่ผู้จัดการกองทุนจะถูกมองว่าตัดสินใจผิดหากไม่มีติดไม้ติดมือในกองทุน

หากแนวโน้มนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่การที่ทุกกองทุนต้องเทเงินเข้าซื้อ Bitcoin แต่คือการที่ “การไม่ถือ BTC” อาจกลายเป็นการเดิมพันรูปแบบหนึ่งเช่นกัน และเมื่อ Bitcoin ถูกบรรจุเข้าไปในระบบการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น การตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนอาจไม่ได้อยู่ที่ “Bitcoin ดีหรือไม่ดี” อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นคำถามว่า “เราควรมี Bitcoin ในพอร์ตมากแค่ไหน?”

ที่มา: CoinMarketCap, Metaplanet