สรุปข่าว
- ตลาดบัตร Crypto Card ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนสร้างสถิติยอดธุรกรรมรายเดือนทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026 โดยมีจำนวนการรูดจ่ายสูงกว่า 10.5 ล้านครั้ง
- ยอดการใช้จ่ายรวม 7 เดือนแรกของปี 2026 แตะระดับ 5,480 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าสถิติตลอดทั้งปี 2025 เรียบร้อยแล้ว โดยมี RedotPay ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 56%
- พฤติกรรมผู้ถือครองคริปโตเปลี่ยนจากการซื้อของเล็กน้อยไปสู่การใช้จ่ายมูลค่าสูงอย่างการท่องเที่ยว การสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์ และการโอนเงินข้ามประเทศ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
ในระยะยาวเนื่องจากการเติบโตของยอดใช้งานบัตรคริปโตสะท้อนถึงการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจริง ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและการหมุนเวียนของเหรียญในระบบนิเวศคริปโตและดึงดูดผู้ใช้งานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
รายงานล่าสุดจาก Gate Research ระบุว่าตลาดบัตรชำระเงินคริปโตทั่วโลกได้ก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญครั้งใหม่ หลังยอดการทำธุรกรรมรายเดือนพุ่งทะลุระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเริ่มแทรกซึมเข้าสู่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลสถิติเผยว่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 เป็นต้นมา ยอดธุรกรรมสะสมของโครงการบัตรคริปโตทั้งหมดที่ถูกติดตามมีมูลค่ารวมสูงเกินกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2026 เพียงเดือนเดียว มีจำนวนธุรกรรมผ่านบัตรสูงกว่า 10.5 ล้านครั้ง และมียอดการรูดใช้จ่ายรวมกันสูงถึง 1,038 ล้านดอลลาร์
ความร้อนแรงของตลาดบัตรคริปโตเห็นได้ชัดจากตัวเลขยอดการใช้งานในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ที่พุ่งแตะระดับ 5,480 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้ายอดรวมทั้งปีของปี 2025 ที่ทำไว้ 3,800 ล้านดอลลาร์ไปได้อย่างขาดลอย โดยในปัจจุบันตลาดนี้ยังคงถูกครอบครองโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ไม่กี่ราย นำโดย RedotPay ที่มียอดธุรกรรมสะสมสูงกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 56% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นอย่าง Ether.fi และ KAST มียอดใช้งานอยู่ที่ 754 ล้านดอลลาร์ และ 684 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ควบคู่ไปกับผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบ Non-Custodial อย่าง MetaMask และ Gnosis Pay ที่เน้นการชำระเงินผ่าน Smart Contract
รูปแบบการให้บริการในปัจจุบันมีทั้งแบบเติมเงินดั้งเดิมที่ผู้ใช้ต้องแปลงคริปโตเป็นเงินสดก่อนรูดจ่าย และระบบชำระเงินแบบทันทีที่แปลงสินทรัพย์ดิจิทัลในจังหวะที่แตะบัตรจ่ายเงิน นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้งานของผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลยังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่มักใช้ซื้อสินค้าชิ้นเล็กๆ ตามร้านค้าปลีก ขยับไปสู่การใช้จ่ายในหมวดหมู่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักสำหรับการท่องเที่ยว ค่าบริการรายเดือนของซอฟต์แวร์ต่างๆ ตลอดจนการโอนเงินชำระค่าสินค้าข้ามพรมแดน
สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง Gate ได้พัฒนาระบบ Gate Card ให้เชื่อมโยงกับสินทรัพย์บนกระดานเทรดโดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดึงเงินจากบัญชี Spot บัญชีเงินฝากดอกเบี้ย Simple Earn หรือ Gate Pay มาใช้รูดบัตรได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาโอนย้ายเหรียญข้ามกระเป๋า พร้อมทั้งมอบสิทธิประโยชน์เงินคืนสูงสุดถึง 8% ตามระดับการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม Gate Research ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยังคงต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาพันธมิตรฝั่งธนาคารและเครือข่ายผู้ออกบัตรแบบดั้งเดิม ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ Smart Contract ความผันผวนของเหรียญ Stablecoin กฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ตลอดจนความยั่งยืนของการแจกเงินคืนในอัตราที่สูง แต่ถึงอย่างนั้น การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบัตรคริปโตก็ถือเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ผสานโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินกระแสหลักได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในเวลานี้
ที่มา:GATE
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ยอดการใช้งานบัตรคริปโตที่ทะลุพันล้านดอลลาร์ต่อเดือนเป็นเครื่องยืนยันว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเก็งกำไรไปสู่การเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนจริง การที่ผู้ใช้งานสามารถนำผลตอบแทนจากการฟาร์มเหรียญหรือกำไรจากการเทรดไปรูดซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันได้ทันที ช่วยลดความยุ่งยากในการถอนเงินผ่านระบบธนาคารแบบเดิม แม้ว่าธุรกิจนี้จะยังมีความท้าทายเรื่องกฎระเบียบของแต่ละประเทศ แต่การเชื่อมต่อของกระดานเทรดและเครือข่ายบัตรชำระเงินระดับโลกจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เร่งให้เกิด Mass Adoption ได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

