สรุปข่าว
- Polygon Labs เปิดเผยว่าได้แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยบนเครือข่าย PoS ผ่านฮาร์ดฟอร์ก Austin (Bor) และ Kyoto (Heimdall) ซึ่งทำแบบเงียบ ๆ มาก่อนแล้ว
- ช่องโหว่ที่ร้ายแรงที่สุดเปิดทางให้แฮกเกอร์สร้างธุรกรรมดัดแปลงด้วยต้นทุนต่ำ แต่บีบให้ Validator ทั้งเครือข่ายต้องแบกภาระประมวลผลมหาศาล
- ราคา POL ไม่ได้ตอบรับข่าวนี้ในเชิงบวก ยังคงซื้อขายอยู่ที่ราว 0.09493 ดอลลาร์ ลดลง 8.34% ในรอบ 24 ชั่วโมง
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
การแก้ไขช่องโหว่ก่อนถูกโจมตีจริง ถือเป็นเรื่องดีต่อความน่าเชื่อถือของเครือข่ายในระยะยาว แต่ตลาดดูเหมือนจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับข่าวเชิงเทคนิคแบบนี้มากนัก ราคายังคงร่วงต่อเนื่องทั้งในกรอบสัปดาห์และรายปี สะท้อนว่าปัจจัยกดดันราคาส่วนใหญ่มาจากภาพรวมตลาด และความเชื่อมั่นนักลงทุนมากกว่าประเด็นด้านความปลอดภัยของโปรโตคอล
Polygon Labs ได้ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทได้ทำการอัปเกรดระบบ (Hard Fork) แบบเงียบๆ ถึง 2 ครั้ง เพื่อเร่งแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยร้ายแรงบนเครือข่าย Proof-of-Stake (PoS) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะออกมาแถลง และชี้แจงรายละเอียดให้สาธารณชนได้รับทราบในภายหลัง
โดยทีมงานได้อธิบายรายละเอียดผ่านเว็บบอร์ดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า การแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวถูกรวมไว้ในการอัปเกรด 2 ส่วน ได้แก่ ฮาร์ดฟอร์ก “Austin” บนไคลเอนต์ Bor และฮาร์ดฟอร์ก “Kyoto” บนไคลเอนต์ Heimdall
โดยการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการอัปเกรดระบบหลัก นั่นคือ การเร่งอัปเกรดอย่างเงียบๆ พร้อมทดสอบความถูกต้องบนเครือข่ายทดสอบ (Amoy Testnet) ก่อนนำมาเปิดใช้นำบนเครือข่ายจริง (Mainnet) จากนั้นจึงค่อยออกมาประกาศให้สาธารณชนรับทราบ หลังจากที่เครือข่ายปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับการอัปเกรด Austin Hard Fork นั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย 2 จุดสำคัญ ที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีระบบแบบ DoS ในช่วงการประมวลผลบล็อก
โดยหนึ่งในนั้นคือ การป้องกันไม่ให้ผู้สร้างบล็อกที่มีประสงค์ร้าย แอบส่งบล็อกที่มีขนาดข้อมูลใหญ่เกินกำหนดเข้ามา เพื่อเจตนาทำให้ระบบและโหนดของผู้อื่นค้างหรือล่มลงได้
ขณะที่การอัปเกรด Kyoto Hard Fork เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเสถียรของระบบในภาพรวม โดยจุดที่รุนแรงที่สุดคือ การปิดช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถสร้างธุรกรรมปลอมแปลงขึ้นมาเพียงรายการเดียว โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก แต่กลับส่งผลกระทบมหาศาล เพราะไปบีบให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ทั้งเครือข่ายต้องดึงพลังการประมวลผลและทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมาก มาจัดการกับธุรกรรมนั้น ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้ระบบทั้งเครือข่ายทำงานช้าลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ ทาง Polygon ได้เน้นย้ำเพื่อความมั่นใจว่า ยังไม่พบการโจมตีผ่านช่องโหว่ดังกล่าวบนเครือข่ายหลักแต่อย่างใด และปัญหาร้ายแรงทั้งหมดได้รับการแก้ไขล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งปัจจุบันการอัปเกรดทั้งสองส่วนได้เปิดใช้งานและมีผลบังคับใช้สำหรับผู้ดูแลโหนดแล้ว โดยที่ผู้ดูแลโหนดไม่จำเป็นต้องย้ายข้อมูลเครือข่ายหรือเสียเวลาซิงก์ข้อมูลใหม่แต่อย่างใด
ภาพรวมการเปลี่ยนผ่านของเครือข่ายและผลกระทบต่อราคาโทเคน POL
การเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของ Polygon พอดี เนื่องจากระบบเพิ่งจะเสร็จสิ้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากโทเคนเดิมอย่าง MATIC ไปเป็นโทเคนใหม่ในชื่อ POL ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่อง และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม ข่าวการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวไม่ได้ช่วยดันให้ราคาเหรียญ POL ปรับตัวสูงขึ้นแต่อย่างใด โดยข้อมูลจาก CoinGecko เมื่อวันอาทิตย์ระบุว่า ราคาเหรียญซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 0.09983 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยในขณะที่รายงาน ราคา POL ซื้อขายอยู่ที่ 0.09493 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงไป 8.34% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่มา : decrypt
มุมมองผู้เขียน : การที่ Polygon เลือกอัปเกรดเพื่อแก้ไขช่องโหว่แบบเงียบๆ ก่อนค่อยออกมาประกาศนั้น ถือเป็นกลยุทธ์มาตรฐานที่ทีมพัฒนาบล็อกเชนระดับมักนิยมใช้กันเพราะช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มแฮกเกอร์รู้ตัวและฉวยโอกาสโจมตีระบบในช่วงที่กำลังทยอยติดตั้งตัวอัปเกรด

