สรุปข่าว
- Brian Armstrong ซีอีโอ Coinbase ออกมาเปิดโปงว่า กลุ่มสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมกำลังล็อบบี้อย่างหนัก เพื่อสกัดร่างกฎหมาย CLARITY Act ไม่ให้ผ่านสภา
- ร่างกฎหมายจะเข้าสู่การลงมติในวุฒิสภาวันที่ 15 กันยายนนี้ ต้องการเสียงสนับสนุนถึง 60 เสียง ขณะที่รีพับลิกันมีอยู่เพียง 53 เสียง จึงต้องพึ่งแรงหนุนจากเดโมแครตอีกอย่างน้อย 7 เสียง
- ประเด็นร้อนที่ยังถกเถียงกันคือ เรื่องผลตอบแทนของ Stablecoin เพราะธนาคารกลัวเงินฝากไหลออกจากระบบ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
หากร่างกฎหมายผ่านจริงจะเป็นการวางกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้อุตสาหกรรมคริปโทฯ ในสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบัน แต่ในระยะสั้นตลาดยังคงต้องรอดูผลโหวตในวุฒิสภาวันที่ 15 กันยายน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะได้เสียงครบ 60 เสียงหรือไม่
Brian Armstrong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Coinbase ได้ออกมากล่าวว่า “กลุ่มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่เดิม” กำลังพยายามเดินหน้าล็อบบี้ทุกวิถีทาง เพื่อขัดขวางและต่อต้านการผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act
โดย Brian Armstrong โต้แย้งว่า กลุ่มยักษ์ใหญ่ทางการเงินแบบดั้งเดิม กำลังพยายามทำทุกทางเพื่อสกัดกั้น ไม่ให้บริษัทคริปโทเคอร์เรนซีเข้ามาลงสนามแข่งขันในภาคบริการทางการเงินของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ มุมมองของเขา สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้กลายเป็นการปะทะกัน ระหว่างกลุ่มสถาบันการเงินดั้งเดิมที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์เดิมของตนเอง กับฝั่งบริษัทคริปโทฯ ที่ต้องการความชัดเจนด้านกฎระเบียบ เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ
Brian Armstrong ระบุว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ด้วยคะแนนเสียงจากชาวอเมริกันหลายล้านคนที่อึดอัดกับแนวทางการกำกับดูแลคริปโทฯ ของรัฐบาลชุดก่อน พร้อมชี้ถึงคำสัญญาจากการหาเสียงในปี 2024 ของทรัมป์ ที่จะปลด Gary Gensler อดีตประธาน SEC ออกจากตำแหน่ง
นอกจากนี้ ยังได้ไล่เรียงความก้าวหน้า นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดแนวทางกฎหมายที่ชัดเจน, การแต่งตั้ง Paul Atkins เป็นประธาน SEC และ Mike Selig เป็นประธาน CFTC รวมถึงการผลักดันร่างกฎหมาย GENIUS Act สำหรับ Stablecoins
เขาเน้นย้ำว่า ร่างกฎหมาย CLARITY Act คือ เป้าหมายสำคัญชิ้นถัดไป พร้อมชี้ว่าในขณะนี้มีกลุ่มอิทธิพลเดิมกำลังพยายามต่อสู้ และขัดขวางเรื่องนี้อย่างหนัก เนื่องจากเกรงกลัวการแข่งขันจากบริษัทคริปโทฯ ที่สามารถนำเสนอระบบและบริการทางการเงินที่ดีกว่า
เส้นทางการลงมติในวุฒิสภา และประเด็นข้อถกเถียงกับภาคธนาคาร
การออกมาเคลื่อนไหวของ Armstrong เกิดขึ้น ในช่วงที่ร่างกฎหมายกำลังจะเข้าสู่วาระการลงมติในวุฒิสภาวันที่ 15 กันยายนนี้ โดยจำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุนถึง 60 เสียงเพื่อยุติการอภิปราย
แต่พรรครีพับลิกันมีอยู่เพียง 53 เสียง จึงต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนเพิ่มอีกอย่างน้อย 7 เสียงจากพรรคเดโมแครตหรือสมาชิกอิสระ
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายนี้ยังคงเผชิญกับข้อถกเถียงเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ด้านจริยธรรม, มาตรการต่อต้านการฟอกเงิน, และประเด็นที่ว่า บริษัทบริษัทคริปโทฯ ควรมอบผลตอบแทนให้แก่ลูกค้า ที่ถือครอง Stablecoin ได้หรือไม่
ข้อกังวลของภาคธนาคารเกี่ยวกับผลตอบแทน Stablecoin ถือเป็นหัวใจสำคัญในข้อโต้แย้งของ Armstrong เนื่องจากสถาบันการเงินดั้งเดิมเกรงว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะดึงเงินฝากออกจากระบบ
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศึก CLARITY Act ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกหน่วยงานเข้ามาดูแล แต่คือการวางรากฐานกฎหมายระดับสหพันธรัฐ เพื่อจำแนกประเภทโทเคน และแบ่งขอบเขตอำนาจระหว่าง SEC กับ CFTC
ทั้งนี้ Armstrong ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่าน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ทั้งภาคธนาคาร หน่วยงานกฎหมาย บริษัทคริปโทฯ และประชาชนชาวอเมริกันทุกคน
ที่มา : cryptopotato
มุมมองผู้เขียน : หาก CLARITY Act ผ่านจริง จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ มีกรอบกฎหมายคริปโทฯ ที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ด้วยตัวเลขเสียงในวุฒิสภาที่ยังห่างไกลจากเป้าหมาย 60 เสียง เรื่องนี้ยังต้องลุ้นกันต่อไปว่าฝั่งเดโมแครตจะยอมข้ามขั้วมาหนุนหรือไม่ และประเด็นผลตอบแทน Stablecoin จะหาจุดลงตัวที่ทั้งธนาคารและบริษัทคริปโทฯ ยอมรับได้หรือเปล่า

