bitkub-banner

สัญญาณเตือนสีแดง ! ดัชนีความเชื่อมั่นจีนดิ่งหนัก หวั่นทุบหุ้น-Bitcoin ร่วงระนาว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดัชนี Credit Impulse ของจีนร่วงสู่ 20.84 จุด ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 สะท้อนว่าแรงส่งจากการกู้ยืมในเศรษฐกิจจีนกำลังอ่อนลง และอาจกระทบการผลิต การบริโภค และเศรษฐกิจโลก
  • แม้สัญญาณจากจีนจะน่ากังวล แต่ Bitcoin ยังแข็งแกร่ง โดยพุ่งราว 25% ในเดือนสิงหาคมและทะลุ 80,000 ดอลลาร์ จากแรงหนุนของนักลงทุนสถาบันและ Spot Bitcoin ETF
  • จุดชี้ขาดอยู่ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากวอลล์สตรีทยังรับแรงกดดันจากจีนได้ Bitcoin อาจเดินหน้าต่อ แต่หากความกังวลลุกลามจนเกิดการลดความเสี่ยง Bitcoin ก็มีโอกาสถูกขายตาม

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ดัชนีที่ใช้วัดแรงส่งจากสินเชื่อจีน (Credit Impulse) ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอ่อนแรง และอาจกระทบเศรษฐกิจโลกผ่านการผลิตและการค้า แม้ Bitcoin จะยังแข็งแกร่งและพุ่งทะลุ 80,000 ดอลลาร์จากแรงซื้อของสถาบันและ Bitcoin ETF แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากปัญหาจีนลุกลามไปกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin

ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin กำลังได้รับสัญญาณบางอย่างที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม แม้ Bitcoin จะยังดูแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจจีนกลับเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ ‘Credit Impulse’ หรือดัชนีที่ใช้วัดแรงส่งจากการกู้ยืมของภาคธุรกิจและประชาชนในจีน ซึ่งล่าสุดลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008

ปัญหาของเรื่องนี้คือ หากการกู้ยืมและการใช้จ่ายในจีนชะลอตัวต่อเนื่อง ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ เพราะจีนมีบทบาทสำคัญต่อการผลิต การค้า และการบริโภคของโลก แรงกดดันจึงอาจค่อย ๆ ส่งต่อไปยังสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และท้ายที่สุดอาจกระทบ Bitcoin

ขณะเดียวกัน Bitcoin กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างออกไป เนื่องจากราคา BTC พุ่งขึ้นประมาณ 25% ในเดือนสิงหาคม และทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ตลาดคริปโทฯ กำลังแข็งแรงพอที่จะรับมือกับสัญญาณเศรษฐกิจจากจีนหรือไม่ 

หากมองย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 2023 ตอนนั้น Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 30,000 ดอลลาร์ Credit Impulse ของจีนเคยถูกมองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่ Bitcoin จะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งและแตะระดับ 77,097 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา

แต่ภาพในตอนนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจาก MacroMicro ระบุว่า Bloomberg China Credit Impulse อยู่ที่ 20.84 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008

สิ่งที่ตลาดกำลังกังวลอยู่ ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขที่ลดลง แต่เป็นผลกระทบที่อาจตามมา หากธุรกิจและผู้บริโภคจีนใช้จ่ายน้อยลง ความต้องการสินค้าและการผลิตก็อาจชะลอตัวตาม ซึ่งมีโอกาสกระทบเศรษฐกิจประเทศอื่นผ่านห่วงโซ่การค้าโลก

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของ Societe Generale พบว่า Credit Impulse มีความสัมพันธ์กับวัฏจักรภาคการผลิตทั่วโลก และสามารถเป็นตัวชี้นำผลตอบแทนของ S&P 500 ล่วงหน้าได้ประมาณ 12 เดือน

Albert Edwards นักกลยุทธ์จาก Societe Generale จึงเตือนว่า การมองข้ามนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของจีนอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของนักลงทุน และการชะลอตัวของสินเชื่ออาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าของเศรษฐกิจโลกที่กำลังอ่อนแรง

หากมุมมองนี้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจเริ่มเห็นผ่านกำไรของบริษัทและราคาหุ้นสหรัฐฯ ก่อน

จับตา 2 เคสที่อาจเกิดขึ้นกับ Bitcoin

จากจุดนี้ เกมของ Bitcoin อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจจีนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า สัญญาณเตือนจากจีนจะหยุดอยู่แค่จีน หรือจะเดินทางต่อไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับเคสแรกยังเป็นด้านบวก หากนักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าซื้อ Bitcoin และเม็ดเงินใน Spot Bitcoin ETF ยังคงแข็งแกร่ง ตลาดก็อาจมองข้ามความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนได้ และ Bitcoin ยังมีโอกาสรักษาโมเมนตัมขาขึ้นต่อไป

แต่ปัญหาจะเริ่มขึ้นทันที หากเรื่องไม่ได้จบอยู่ที่จีน ถ้าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเริ่มกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักลงทุนอาจหันมาลดความเสี่ยง และเมื่อบรรยากาศในวอลล์สตรีทเปลี่ยนจาก “กล้าเปิดรับความเสี่ยง” เป็น “ขอปลอดภัยไว้ก่อน” Bitcoin ก็มีโอกาสถูกแรงขายตามมา

ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 76,813 ดอลลาร์ ลดลง 1.47% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ที่มา:coindesk


มุมมองผู้เขียน: ช่วงนี้นักลงทุนควรจับตาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของเฟด เพราะอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง กำลังเปิดทางให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นปัจจัยลบที่กดดันราคา Bitcoin