bitkub-banner

Bitcoin เผชิญตลาดขาลง Hashrate ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังนักขุดแห่ซบ AI 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Rafa Zagley ซีอีโอของ TwentyOne Capital บริษัทถือครอง Bitcoin ในเครือ Tether ระบุว่า Bitcoin กำลังเผชิญ “ตลาดหมีของกำลังการขุด” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลัง Hashrate ร่วงลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุด 1.3 ZH/s เมื่อปลายปีที่แล้ว
  • ต้นตอของปัญหาไม่ใช่การถูกแบนแบบในยุคที่จีนสั่งห้ามขุดในปี 2021 แต่เป็นเพราะเหมืองขุดยักษ์ใหญ่ พากันเทขายไฟฟ้าให้ธุรกิจ AI และ HPC ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการขุด Bitcoin มาก
  • มูลค่าสัญญาด้าน AI/HPC ที่บริษัทขุดคริปโทในตลาดหุ้นประกาศออกมารวมกันทะลุ 7 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว ภายในเดือนกันยายน 2026 ขณะที่บางบริษัทอย่าง Kiel Infrastructure ถึงขั้นปิดโรงงานขุดในสหรัฐฯ ไปเลย

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish 

การที่ Hashrate ปรับตัวลงไม่ได้เกิดจากแรงกดดันด้านกฎระเบียบหรือการโจมตีเครือข่าย แต่เกิดจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจล้วน ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักลงทุนมักมองว่า Hashrate ที่ลดลงเป็นสัญญาณลบต่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเครือข่ายในสายตาตลาด แต่ในกรณีนี้เงินทุนไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่โยกจากธุรกิจขุดไปสู่ธุรกิจ AI ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งอาจไม่ได้กระทบต่อราคา BTC โดยตรงในทันที แต่จะเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาต่อความมั่นคงของเครือข่ายในระยะยาว

Rafa Zagley ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TwentyOne Capital บริษัทถือครอง Bitcoin ในเครือ Tether ได้กล่าวในงานประชุม Bitcoin Asia 2026 ณ ฮ่องกง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่า Bitcoin กำลังเผชิญกับสภาวะ “ตลาดหมีของกำลังการขุด” (Hashrate) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ Hashrate คือ ตัววัดกำลังการประมวลผลรวมทั้งหมดที่ใช้ขุดในเครือข่าย Bitcoin โดย Rafa Zagley ระบุว่า กำลังการขุดของเครือข่าย เคยพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดราว 1.3 ZH/s (Zettahashes ต่อวินาที) ณ สิ้นปีที่แล้ว ก่อนจะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา ส่งผลให้ช่วงเวลานี้ กลายเป็นระยะเวลาการฟื้นตัวกลับสู่จุดสูงสุดเดิมที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Rafa Zagley อธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่าง จากการดิ่งลงของกำลังการขุด หลังจากที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามขุดคริปโทฯ เมื่อปี 2021 ซึ่งในครั้งนั้น Hashrate ร่วงลงชั่วคราวจากการปิดเหมือง แต่ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วหลังมีการย้ายฐานไปยังภูมิภาคอื่น 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนี้ กลับเกิดขึ้นจากการมีตัวเลือกใหม่ในการจัดสรรพลังงานไฟฟ้า นั่นคือ การที่คนหันไปให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) แทน

เหมืองขุดยักษ์ใหญ่ แห่เบนเข็มรุกธุรกิจ AI และโครงสร้างพื้นฐาน

จากสถานการณ์ดังกล่าว Rafa Zagley เปิดเผยว่า บริษัทเหมืองขุดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ได้เริ่มลดบทบาทจากการขุด Bitcoin แบบเฉพาะทางขนาดใหญ่ แล้วหันไปเน้นการขยายสู่ธุรกิจ AI แทน ส่งผลให้ในปัจจุบันแทบจะไม่เหลือบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจขุด Bitcoin เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เหตุผลเบื้องหลังสำคัญมาจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่อเมกะวัตต์ ซึ่งราคาต่อหน่วยของสัญญาปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้แก่ผู้ให้บริการ AI นั้น สูงกว่าผลตอบแทน (Hash price) จากการขุด Bitcoin ในปัจจุบันอย่างมหาศาล

แม้ว่าการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจ AI จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 8 ถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ เมื่อรวมระบบระบายความร้อน แต่มูลค่ารวมของสัญญาด้าน AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ที่บริษัทเหมืองขุดคริปโทฯ ในตลาดหุ้นประกาศออกมา ก็พุ่งสูงเกิน 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้วภายในเดือนกันยายน 2026 

โดยโครงสร้างพื้นฐานเดิมอย่าง สถานีไฟฟ้าย่อย และสายส่งไฟฟ้าที่เคยใช้ขุดคริปโทฯ กำลังถูกนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อใช้จ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่และบริษัท AI ชั้นนำ เช่น CoreWeave, Microsoft และ Anthropic

ซึ่งในปัจจุบัน รายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI จากการให้เช่าศูนย์ข้อมูลของบริษัท Core Scientific และ TeraWulf ได้แซงหน้ารายได้จากการขุด Bitcoin เดิมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ขณะที่ Kiel Infrastructure (ชื่อเดิมคือ Bitfarms) ได้ทำการปิดโรงงานขุดคริปโทฯในสหรัฐอเมริกาลงอย่างสมบูรณ์ 

ส่วนทางด้าน บริษัทเหมืองขุดยักษ์ใหญ่อย่าง Riot Platforms, CleanSpark, MARA Holdings และ Bitdeer ยังคงดำเนินธุรกิจขุดคริปโทฯ ควบคู่ไปกับการเซ็นสัญญาจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้แก่โครงการ AI และ HPC พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงพื้นที่โรงงานขุดเดิมเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ไปพร้อมกัน

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่น่าสนใจคือ ครั้งนี้ Hashrate ไม่ได้ลดลงเพราะถูกภาครัฐหรือปัจจัยภายนอกบังคับ แต่เกิดจากการที่ผู้ประกอบการ “เลือกที่จะลดเอง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังตัดสินใจแล้วว่า การเปลี่ยนไปให้เช่าพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจ AI ถือเป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่าและฉลาดกว่าในเชิงธุรกิจ