สรุปข่าว
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาววงเงิน 6 พันล้านดอลลาร์เพื่อหวังเพิ่มสภาพคล่องและกดต้นทุนการกู้ยืมลง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีกลับพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 4.856% ซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
- นักวิเคราะห์ชี้ว่านโยบายรับซื้อคืนพันธบัตรไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลที่ยังคงมีภาระหนี้สินมหาศาลและการใช้จ่ายทางการคลังที่สูงเกินควบคุม ประกอบกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ถูกกระตุ้นจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวสูงขึ้นจนแตะ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวยังลุกลามไปยังตลาดพันธบัตรในยุโรปและญี่ปุ่น ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนไม่ให้เกิดการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาเพิ่มเติม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่า
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก หลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนรับซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ถึง 20 ปีในวงเงินสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดและบรรเทาแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทางกับความคาดหวังอย่างสิ้นเชิง เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 4.856% ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีก็ทะลุแนว 5.3% ไปจ่อระดับสูงสุดเดิมของเดือนสิงหาคม
นักวิเคราะห์มองว่าความพยายามในการแทรกแซงตลาดของรัฐมนตรีคลัง Scott Bessent อาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังไว้ เนื่องจากเม็ดเงินที่ใช้รับซื้อคืนนั้นแทบไม่สามารถชดเชยกับปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังมีภาระหนี้สินมหาศาลและการใช้จ่ายทางการคลังที่พุ่งสูงเกินควบคุม การใช้วิธีรับซื้อพันธบัตรระยะยาวควบคู่ไปกับการออกหนี้ระยะสั้นเพื่อหาเงินมาโปะเป็นเพียงการยืดระยะเวลาออกไป แต่ไม่ได้ช่วยลดความต้องการกู้ยืมในภาพรวมลงแต่อย่างใด ประกอบกับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ถูกกระพือขึ้นอีกครั้งจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งกลับไปแตะ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยิ่งทำให้ความพยายามในการกดผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลงกลายเป็นเรื่องยากลำบาก
นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังลามไปถึงตลาดพันธบัตรในยุโรปและญี่ปุ่น ท่ามกลางความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยน เนื่องจากญี่ปุ่นถือเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุด การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกมาเพื่อนำเงินไปพยุงค่าเงินของตนเอง
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถือเป็นข่าวร้ายและเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin ตรรกะนั้นเรียบง่ายมาก เพราะเมื่อนักลงทุนสามารถหาผลตอบแทนที่แน่นอนและปลอดภัยระดับ 4 ถึง 5% ได้จากการถือพันธบัตรรัฐบาล ความน่าสนใจในการนำเม็ดเงินไปเสี่ยงกับความผันผวนของสินทรัพย์ดิจิทัลก็จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่ปัญหาหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและราคาน้ำมันยังคงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ ตลาดคริปโตก็อาจจะต้องเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกไปอีกระยะหนึ่ง

