bitkub-banner

ก.ล.ต. เผยความคืบหน้ามาตรการสำคัญ มุ่งขับเคลื่อน “ตลาดการลงทุนไทย” ให้มีคุณภาพ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ก.ล.ต. เดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนไทยรอบด้าน ตั้งแต่โครงการออมระยะยาว TISA การย่นระยะเวลาพิจารณา IPO เหลือ 60-100 วัน ไปจนถึงการเปิดทางให้กลุ่ม New Economy เข้าระดมทุนผ่านโครงการ BOI to IPO
  • ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล มีการผลักดัน tokenized fund ที่บังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 พร้อมเตรียมคุมเข้ม Travel Rule ในปี 2570 และกำลังรับฟังความเห็นเรื่องการกำกับดูแลธุรกรรม stablecoin
  • สถิติการปราบปรามภัยหลอกลงทุนดีขึ้นชัดเจน ปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบร้อยละ 100 ภายใน 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง ขณะที่อายุคดีค้างเก่า ลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี

ก.ล.ต. เปิดเผยทิศทางการขับเคลื่อนตลาดการลงทุนของประเทศ ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ที่มุ่งเน้น ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการสร้างเสริมคุณภาพ ทั้งอุปสงค์และอุปทานในตลาด โดยมีการให้ข้อมูลมาตรการสำคัญ พร้อมผลักดันให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม 

ตัวอย่างของการสร้างอุปสงค์ที่มีคุณภาพในตลาดทุน ได้แก่ โครงการ TISA ที่จัดได้ว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการออม” ของประเทศ มาตรการสร้างคุณภาพสำหรับอุปทาน ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy และกระชับกระบวนการพิจารณา IPO รองรับ “กิจการที่มีศักยภาพ” เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทย ตอบรับโอกาสของสังคมดิจิทัลอย่างปลอดภัย 

โดยการขับเคลื่อนตลาดทุนดิจิทัลที่คุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม นำร่อง tokenized fund พร้อมยกระดับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ทั้งกระบวนการ ป้องกันและลดโอกาสการใช้ช่องทางตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในการเลี่ยงกฎเกณฑ์และการกระทำผิดกฎหมายฟอกเงิน ด้วยการบูรณาการกับหน่วยงานและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องในการจัดการภัยทุจริตทางการเงินและอาชญากรรมทางไซเบอร์

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ พัฒนาการและการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงินการลงทุน รวมถึงมาตรฐานและกติกาสากลในด้านสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นปัจจัยที่มีผลต่อ “ตลาดการลงทุนไทย” ในหลายด้าน 

ทั้งต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า และความผันผวนของตลาดการลงทุน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนได้

ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่น “Resilience” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว โดยขับเคลื่อนตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น “ตลาดการลงทุนไทย” ที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยต่าง ๆ โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญในแต่ละด้าน ดังนี้

มุ่งเป้าหมาย “สร้างคุณภาพ” ตลาดการลงทุนไทย 

ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการออม” ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาว และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย สะดวก และมีแรงจูงใจที่เหมาะสม รวมทั้งเป็นการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรกให้มีความกระชับขึ้น (Streamline IPO process) โดยเน้นแนวทางการเปิดเผยข้อมูล (More disclosure-based) ร่วมกับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาในการพิจารณา IPO เหลือ 60 – 100 วัน จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 147 วัน คิดเป็นการลดลง 30 – 60% สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชี เป็นต้น 

โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน และช่วยดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพให้มาระดมทุนในตลาดทุนไทย โดยมีการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน โดยได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัท New Economy และกำหนดช่องทางพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของกลุ่มธุรกิจ New Economy ในไทย 

การพัฒนาการระดมทุนรูปแบบใหม่ พร้อมคุ้มครองผู้ลงทุน

ก.ล.ต. ได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเงินทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกแ ละความสะดวกให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อรองรับการนำหลักทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมในตลาดทุนดิจิทัล เช่น หน่วยลงทุน (tokenized fund) ซึ่งหลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 

การส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ พัฒนาการทางเทคโนโลยีร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะรองรับการกำกับดูแลที่เหมาะสม เมื่อกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ มีผลใช้บังคับ

ก.ล.ต. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศ 

โดยได้ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การออกหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 และมีแนวคิดในการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น  

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้ขับเคลื่อนการเตือนภัยหลอกลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสกัดกั้นช่องทางภัยหลอกลงทุน ได้ภายใน 7 นาที – 48 ชั่วโมง และสามารถปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง 

นอกจากนี้ จะมีการขยายผลการดำเนินการ โดยนำเทคโนโลยีมาตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer 

ปัจจุบันผู้ลงทุนได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเช็กข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการรับแจ้งภัยหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. โดยในช่วงปี 2569 พบการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เน้นการทำหน้าที่ป้องกันการหลอกลงทุนก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับประชาชนให้มากขึ้น 

เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ

จากที่ ก.ล.ต. ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

จากข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายล่าสุด เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนเคสที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่มีอยู่ โดยอายุเคสที่นานสุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี รวมทั้งอายุเคสเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี

“ก.ล.ต. ยังร่วมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ ก.ล.ต. กำกับดูแล เพื่อให้ทันสมัย เป็นสากล และสามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงรวม 5 ชุด เช่น ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ชุด Trust & Confidence และ ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับการระดมทุนทั้งกระบวนการ 

รวมทั้งการให้พนักงาน ก.ล.ต. สอบสวนร่วมในการทำคดี เฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (high impact) เพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เช่น การทำหน้าที่ของ ผู้ตรวจสอบภายใน สำหรับบริษัท IPO ,การปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน รวมทั้งได้เห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายตามข้อเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขายของผู้ลงทุน และสนับสนุนสภาพคล่องและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย  

สถิติการบังคับใช้กฎหมาย ของ ก.ล.ต.

การดำเนินคดีอาญา

การกล่าวโทษผู้กระทำผิด ต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และดีเอสไอ)

ฐานความผิด25681 ม.ค. – 10 ก.ย. 2569
คดีรายคดีราย
การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล การสร้างราคา การแพร่ข่าว/ข้อความเท็จ ใช้ข้อมูลภายในFront run

8111


63193


1—


21—
การทุจริต (รวมผู้สนับสนุน)41133
แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ / เอกสารอันเป็นเท็จ41911
ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต211625
การไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์การประกอบธุรกิจ331015
รายงานการถือหลักทรัพย์ของกรรมการและผู้บริหาร4522
การครอบงำกิจการ22
อื่น ๆ เช่น การเปิดเผยฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท 3367511
รวม611923080

ในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 8 ก.ย. 69 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในคดีอาญาฐานการกระทำอันไม่เป็นธรรม ทุจริต และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และ DSI) รวม 30 คดี ผู้กระทำความผิดรวม 80 ราย โดยเป็นฐานความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ การสร้างราคา 1 คดี ผู้กระทำความผิดรวม 21 ราย
การทุจริต 3 คดี ผู้กระทำความผิด 3 ราย นำส่งเอกสารอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. 1 คดี ผู้กระทำความผิด 1 ราย การครอบงำกิจการ 2 คดี ผู้กระทำความผิด 2 ราย และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 6 คดี ผู้กระทำความผิดรวม 25 ราย 

การดำเนินการตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง

1. คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด

ฐานความผิด25681 ม.ค. – 10 ก.ย. 2569
คดีรายคดีราย
การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายใน/การเปิดเผยข้อมูลภายในการแพร่ข่าว/ข้อความเท็จ 

12101


70432


6–


32–
แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ12
การไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต11
รวม25118632

2. ตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด*

จำนวนคดีจำนวนผู้กระทำผิดค่าปรับ
ทางแพ่ง** (บาท)
ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ** (บาท)ชดใช้เงินค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (บาท)
256814 39131,526,08370,855,5743,032,591
1 ม.ค. – 31 ส.ค. 2569725662,697,675519,446,9131,554,040
2560 – 31 ส.ค. 2569883412,826,371,549976,817,63315,437,601

หมายเหตุ :
* ข้อมูลในวันที่ตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด
** เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด เป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว

3. การมีคำพิพากษาในคดีที่ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องเพื่อให้ศาลแพ่งกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง 

2560 – 31 ส.ค. 2569 จำนวน
คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดี โดยลงโทษและกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่จำเลยในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด6 คดี– ศาลชั้นต้น 1 คดี – ศาลอุทธรณ์ 5 คดี
อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น/
ศาลอุทธรณ์
19 คดี– อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น 10 คดี- อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 9 คดี 
รวม25 คดี

ในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 10 ก.ย. 69 ค.ม.พ. ได้มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำผิดรวม 6 คดี จำนวนผู้กระทำความผิด 32 ราย เป็นฐานความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์/สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ การสร้างราคา  

ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ส.ค. 69 มีผู้กระทำผิดมาตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด จำนวนรวม 25 ราย จาก 7 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่ง 663 ล้านบาท ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 519 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2560 ที่มีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ มีผู้กระทำความผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด จำนวน 341 ราย จาก 88 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่ง 2,826 ล้านบาท ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 977 ล้านบาท ซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด เป็นรายได้แผ่นดินที่ ก.ล.ต. นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว

สำหรับผู้กระทำผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้มีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ

การมีคำพิพากษาในคดีที่ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องเพื่อให้ศาลแพ่งกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง ณ 31 ส.ค. 69 คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำนวน 6 คดี (ศาลชั้นต้น 1 คดี และศาลอุทธรณ์ 5 คดี) โดยศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดี โดยลงโทษและกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่จำเลยในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด และอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์ จำนวน 19 คดี แบ่งเป็น 10 คดี อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และ 9 คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์

การดำเนินการของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทร. 1207 กด 22

การดำเนินการ2568ม.ค. – ส.ค. 2568ม.ค. – ส.ค. 2569
ให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน8,2872,8174,631
การปิดกั้นเนื้อหาหรือช่องทางการหลอกลงทุน (บัญชี)3,7142,957411
– แจ้งปิดกั้นโดยตรงกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 3,3762,826272
– แจ้งปิดกั้นผ่านหน่วยงานภาครัฐ*  338131139
รวมการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน (ครั้ง)12,0015,7745,042

หมายเหตุ : * การแจ้งปิดกั้นผ่านหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

ในช่วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 2569 “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสหลอกลงทุนและให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน รวม 5,042 ครั้ง ผ่าน 7 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. (www.sec.or.th/scamalert) โทรศัพท์ (1207 กด 22) อีเมล ([email protected]) การเดินทางมายังสำนักงาน ก.ล.ต. ระบบบริการสนทนา (Facebook และ Live chat) และไปรษณีย์

มีบัญชีโซเชียลมีเดียเข้าข่ายหลอกลงทุนที่ประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหน่วยงานภาครัฐเพื่อปิดกั้น จำนวน 411 บัญชี ซึ่งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ปิดกั้นได้ร้อยละ 100 ภายในเวลา 7 นาที – 48 ชั่วโมง และให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน จำนวน 4,631 ครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 2,817 ครั้ง ในช่วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 2568 โดยในช่วงเดือน ม.ค. – พ.ค. 2569 การให้คำปรึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การดำเนินการปิดกั้นช่องทางการหลอกลงทุนบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประชาชนรายอื่นตกเป็นเหยื่อถูกชักชวนหลอกลงทุน โดยมีกระบวนการตั้งแต่ตรวจสอบข้อมูล ติดต่อผู้แจ้งเบาะแสเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เก็บพยานหลักฐาน เตรียมเอกสารและข้อมูลเพื่อใช้ในการปิดกั้น ค้นหาข้อมูลที่ได้รับจากการแจ้งเบาะแสเพิ่มเติม รวมถึงติดต่อผู้ถูกใช้ชื่อในการหลอกลงทุนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการชักชวนหลอกลงทุนจริง และระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการปิดกั้นเกิดขึ้น

การระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

ระงับบัญชีแล้ว  (ยอดสะสม ณ สิ้นเดือน)
31 ธ.ค. 6847,692 บัญชี
31 มี.ค. 6955,978 บัญชี
30 มิ.ย. 6960,968 บัญชี
31 ก.ค. 6962,516 บัญชี