สรุปข่าว
- IBIT ของ BlackRock มียอด Short interest พุ่งแตะจุดสูงสุดของปี 2026 ที่ 45.9 ล้านหุ้น สะท้อนแรงป้องกันความเสี่ยงในตลาด Bitcoin ที่หนาแน่นผิดปกติ
- JPMorgan ชี้ หากแรง Hedging รอบ Bitcoin ผ่อนคลายลง ราคาอาจได้อานิสงส์มากกว่าทองคำ เพราะตอนนี้ทองคำมี position Short ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
- เงินไหลเข้าออกกองทุน Spot Bitcoin ETF ผันผวนหนักในเดือนกันยายน จากเงินไหลออก 236 ล้านดอลลาร์ สู่ไหลเข้าทะลุ 731 ล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
มุมมองของ JPMorgan เป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างตลาดที่ต้องรอเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้นก่อน คือการคลายตัวของแรง Hedging ซึ่งยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ประกอบกับปัจจัยกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงที่ปรับสูงขึ้น และการที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act ถูกตีตกในวุฒิสภา ทำให้ภาพระยะสั้นยังคงเป็นแรงฉุดมากกว่าแรงหนุน
ทีมนักวิเคราะห์จาก JPMorgan ที่นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou ออกรายงานฉบับใหม่ระบุว่า Bitcoin มีโอกาสได้รับแรงหนุนด้านราคาที่แข็งแกร่งกว่าทองคำ หากความต้องการป้องกันความเสี่ยงในตลาด ETF เริ่มลดความร้อนแรงลง
โดยประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นหลังพบว่า สัดส่วนการเปิด position ขายชอร์ตของกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ภายใต้การดูแลของ BlackRock พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี 2026
Position Short ของ IBIT พุ่งทะลุ ขณะทองคำยังเบาบาง
ข้อมูลจาก FINRA ที่ถูกรวบรวมโดย MarketBeat เผยว่า ยอดการเปิด position Short ใน IBIT ทะยานขึ้นไปแตะ 45.9 ล้านหุ้น ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นถึง 23.8% เมื่อเทียบกับเพียงสองสัปดาห์ก่อนหน้า
หากย้อนไปดูช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้อยู่ที่เพียง 13 ล้านหุ้นเท่านั้น ปัจจุบันสัดส่วน Short คิดเป็น 3.53% ของจำนวนหุ้นหมุนเวียนทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้ JPMorgan จับตาเป็นพิเศษคือ การเปรียบเทียบกับฝั่งทองคำ โดยสัดส่วน Put-to-Call Open Interest ของ IBIT สูงกว่ากองทุนทองคำ SPDR Gold Shares ( GLD) อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่า นักลงทุนกำลังสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงรอบตัว Bitcoin หนาแน่นกว่ามาก ในขณะที่ position Short ของ GLD กลับยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์เสียอีก
แรงส่งจากการประชุม Fed เริ่มแผ่วลง
ย้อนกลับไปช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ทั้ง Bitcoin และทองคำต่างได้รับกระแสเงินไหลเข้าอย่างหนัก หลังการประชุม Fed จนดันราคา Bitcoin เข้าใกล้ระดับ 80,000 ดอลลาร์ ส่วนทองคำก็ไต่ขึ้นใกล้แตะ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แรงซื้อในตอนนั้นมาจากความกังวลเรื่องนโยบายการคลังของสหรัฐฯ เป็นหลัก
แต่โมเมนตัมดังกล่าวเริ่มอ่อนแรงลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงที่ปรับตัวสูงขึ้น บวกกับแรงกดดันทางการเมืองจากการที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติตีตกร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตลาดคริปโตเคยหวังพึ่งพาสำหรับความชัดเจนด้านกำกับดูแล
เป้าหมายราคาระยะยาว และภาพรวมเงินทุนไหลเข้า ETF
แม้ภาพระยะสั้นจะผันผวน แต่ JPMorgan ยังคงมองศักยภาพของ Bitcoin ในเชิงเปรียบเทียบกับทองคำแบบระยะยาว
หากปรับความผันผวนของ Bitcoin ให้ลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับทองคำ มูลค่าตามทฤษฎีของ Bitcoin ก็อาจพุ่งสูงขึ้นไปได้ถึง 266,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ แม้ตัวเลขนี้จะยังห่างไกลจากความเป็นจริงในปีนี้ แต่ก็ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวได้อย่างชัดเจน หากตลาดเริ่มกลับมารับความเสี่ยงและมีความเชื่อมั่นอีกครั้ง
ด้านกระแสเงินไหลเข้าออกของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ช่วงเดือนกันยายนมีความผันผวนสูงมาก โดยเริ่มจากเงินไหลออกถึง 236 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 กันยายน แต่เพียงสองวันถัดมา กลับพลิกมารับเงินไหลเข้าพุ่งสูงถึง 731 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติยอดไหลเข้าวันเดียวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม
ซึ่งเฉพาะกองทุน IBIT เพียงแห่งเดียวก็กวาดเงินไปได้ถึง 454 ล้านดอลลาร์ การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนี้ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของกองทุน Bitcoin ETF ทั้งหมดขยับขึ้นไปแตะ 1.033 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 6% ของมูลค่าตลาด Bitcoin ทั้งหมด
ที่มา : cryptopotato
มุมมองผู้เขียน : ตัวเลขการเปิดสถานะขายชอร์ต (Short Interest) ที่พุ่งสูงขึ้นของกองทุน IBIT สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบัน มากกว่าจะเป็นสัญญาณลบต่อราคาโดยตรง เนื่องจากความต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่สูงเกินไปในตลาด มักตามมาด้วยการทยอยปิดสถานะเมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ซึ่งอาจเปลี่ยนกลับกลายเป็นแรงซื้อคืนที่ช่วยหนุนราคาในภายหลัง

