สรุปข่าว
- JPMorgan ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
- สต๊อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 555 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ขณะที่อุปทานบางส่วนยังคงหยุดชะงัก
- แม้ปัจจุบันยังมีน้ำมันสำรองเหลืออยู่ แต่หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
วิกฤตพลังงานและความกังวลด้านเงินเฟ้ออาจสนับสนุนมุมมองระยะยาวต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกนอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin จึงอาจส่งผลลบในระยะสั้นได้เช่นกัน
ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันทั่วโลก โดย JPMorgan ระบุว่า ธนาคารไม่สามารถกำหนดสถานการณ์พื้นฐานสำหรับตลาดน้ำมันได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
JPMorgan ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีมูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาตลาดเคลื่อนไหวใกล้ 106 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงจากการสูญเสียอุปทานเพิ่มเติม
สต๊อกน้ำมันลดลง แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนทันที
ข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่า สต๊อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 555 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการลดลงที่ธนาคารเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ตลาดสามารถรองรับการหยุดชะงักของอุปทานบางส่วนได้ โดยอาศัยการลดลงของอุปสงค์แทนการดึงน้ำมันจากคลังสำรองเพียงอย่างเดียว
JPMorgan ระบุว่า ปัจจุบันยังมีน้ำมันสำรองจำนวนมากในจีน ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงจากการหยุดชะงักในระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงหากปัญหาดำเนินต่อไป
เส้นทางขนส่งและท่อส่งน้ำมันยังเผชิญความเสี่ยง
ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปริมาณน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่ง โดย JPMorgan ระบุผ่านรายงานที่เผยแพร่โดย Barron’s ว่า การสร้างท่อส่งน้ำมันเส้นทางใหม่เพื่อกระจายการส่งออกอาจช่วยลดความเสี่ยงบางส่วน แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทั้งหมด
การโจมตีท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศผู้ผลิตจะมีเส้นทางขนส่งทางเลือก แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ทอดยาวเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรยังคงมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
IEA เตือนอุปทานน้ำมันปี 2026 อาจลดลงแรงกว่าคาด
ด้าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA รายงานผ่าน Reuters ว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกในปี 2026 อาจลดลงประมาณ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 6% ซึ่งมากกว่าประมาณการก่อนหน้าที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 4%
IEA ยังระบุว่า ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น โดยเฉพาะดีเซล ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่คลังสำรองถูกใช้งานในอัตราที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงอาจช่วยชะลอแรงกดดันบางส่วนในตลาด
หากการหยุดชะงักของอุปทานยังคงดำเนินต่อไป ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการขนส่ง การผลิต และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
ผู้เขียนมองว่า ตลาดน้ำมันยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่าน้ำมันทั่วโลกกำลังจะหมดจนท่อส่งไม่สามารถลำเลียงได้ทันที นักลงทุนควรติดตามระดับสต๊อกน้ำมัน ความคืบหน้าของความขัดแย้ง และทิศทางอุปสงค์อย่างใกล้ชิด เพราะหากอุปทานหยุดชะงักเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

