bitkub-banner

JPMorgan เตือนวิกฤตน้ำมันโลกยังน่ากังวล อุปทานลดลงต่อเนื่อง เสี่ยงราคาพุ่งสูงขึ้น

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • JPMorgan ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
  • สต๊อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 555 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ขณะที่อุปทานบางส่วนยังคงหยุดชะงัก
  • แม้ปัจจุบันยังมีน้ำมันสำรองเหลืออยู่ แต่หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

วิกฤตพลังงานและความกังวลด้านเงินเฟ้ออาจสนับสนุนมุมมองระยะยาวต่อ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกนอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอาจทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin จึงอาจส่งผลลบในระยะสั้นได้เช่นกัน

ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันทั่วโลก โดย JPMorgan ระบุว่า ธนาคารไม่สามารถกำหนดสถานการณ์พื้นฐานสำหรับตลาดน้ำมันได้อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น

JPMorgan ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีมูลค่าพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาตลาดเคลื่อนไหวใกล้ 106 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงจากการสูญเสียอุปทานเพิ่มเติม

สต๊อกน้ำมันลดลง แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนทันที

ข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่า สต๊อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 555 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการลดลงที่ธนาคารเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ตลาดสามารถรองรับการหยุดชะงักของอุปทานบางส่วนได้ โดยอาศัยการลดลงของอุปสงค์แทนการดึงน้ำมันจากคลังสำรองเพียงอย่างเดียว

JPMorgan ระบุว่า ปัจจุบันยังมีน้ำมันสำรองจำนวนมากในจีน ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงจากการหยุดชะงักในระยะหนึ่ง แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงหากปัญหาดำเนินต่อไป

เส้นทางขนส่งและท่อส่งน้ำมันยังเผชิญความเสี่ยง

ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปริมาณน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่ง โดย JPMorgan ระบุผ่านรายงานที่เผยแพร่โดย Barron’s  ว่า การสร้างท่อส่งน้ำมันเส้นทางใหม่เพื่อกระจายการส่งออกอาจช่วยลดความเสี่ยงบางส่วน แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทั้งหมด

การโจมตีท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบียสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศผู้ผลิตจะมีเส้นทางขนส่งทางเลือก แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ทอดยาวเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรยังคงมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

IEA เตือนอุปทานน้ำมันปี 2026 อาจลดลงแรงกว่าคาด

ด้าน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA รายงานผ่าน Reuters  ว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกในปี 2026 อาจลดลงประมาณ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 6% ซึ่งมากกว่าประมาณการก่อนหน้าที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 4%

IEA ยังระบุว่า ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น โดยเฉพาะดีเซล ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่คลังสำรองถูกใช้งานในอัตราที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงอาจช่วยชะลอแรงกดดันบางส่วนในตลาด

หากการหยุดชะงักของอุปทานยังคงดำเนินต่อไป ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการขนส่ง การผลิต และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

ผู้เขียนมองว่า ตลาดน้ำมันยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน แต่ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่าน้ำมันทั่วโลกกำลังจะหมดจนท่อส่งไม่สามารถลำเลียงได้ทันที นักลงทุนควรติดตามระดับสต๊อกน้ำมัน ความคืบหน้าของความขัดแย้ง และทิศทางอุปสงค์อย่างใกล้ชิด เพราะหากอุปทานหยุดชะงักเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: