สรุปข่าว
- Peter Schiff มองว่าการที่ SEC สหรัฐฯ เปิดทางให้ซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเค็นเป็นปัจจัยที่จะส่งผลเชิงลบต่อ Bitcoin เพราะนักลงทุนสามารถได้รับความสะดวกจากบล็อกเชนโดยมีหุ้นจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิง
- SEC เพิ่งออกข้อยกเว้นชั่วคราว 5 ปี เปิดทางให้แพลตฟอร์มที่เข้าเงื่อนไขสามารถซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบโทเค็นบนเครือข่ายบล็อกเชนได้
- ตลาดหุ้นโทเค็นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับ Bitcoin ทำให้ผลกระทบต่อ BTC ในระยะสั้นยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามมากกว่าจะเป็นการแทนที่ Bitcoin โดยตรง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
สิ่งที่ Peter Schiff พูดนั้นถือว่าเป็นภาพเชิงลบต่อ Bitcoin ในเชิงของทัศคติของตัวเขา เพราะเขามองว่าเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลคือความสะดวกในการถือครองและซื้อขายผ่านระบบดิจิทัล แต่หุ้นโทเค็นสามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้มาใช้กับสินทรัพย์ที่มีหุ้นจริงรองรับอยู่เบื้องหลังได้ อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะถูกแทนที่โดยหุ้นโทเค็นในทันที เนื่องจาก Bitcoin และหุ้นโทเค็นมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดย Bitcoin เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผู้ออกหรือสินทรัพย์อ้างอิง ขณะที่หุ้นโทเค็นยังคงเป็นตัวแทนของหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
Peter Schiff มองหุ้นโทเค็นเป็นภัยต่อ Bitcoin
Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์และนักวิจารณ์ Bitcoin ออกมาแสดงความเห็นหลัง SEC ประกาศข้อยกเว้น “Innovation Exemption” เมื่อวันที่ 17 กันยายน โดยมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นปัจจัยลบต่อ Bitcoin
Schiff ให้เหตุผลว่าหุ้นโทเค็นสามารถมอบความสะดวกในการใช้งานแบบเดียวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายบนบล็อกเชนและการเข้าถึงตลาดได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันยังมีสินทรัพย์จริงรองรับมูลค่าอยู่เบื้องหลัง ซึ่งในมุมมองของเขาทำให้มีความน่าสนใจมากกว่า Bitcoin
ความเห็นดังกล่าวถูกเผยแพร่ในช่วงที่ SEC กำลังเดินหน้าผลักดันตลาดหลักทรัพย์เข้าสู่ระบบบล็อกเชนอย่างจริงจัง โดยเป็นการตีความของ Schiff ต่อผลกระทบของนโยบายดังกล่าว ไม่ใช่ข้อสรุปของ SEC ว่าหุ้นโทเค็นจะมาแทน Bitcoin
SEC เปิดทางหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นบล็อกเชน
ภายใต้ Innovation Exemption ของ SEC แพลตฟอร์มที่เข้าเงื่อนไขสามารถซื้อขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ในรูปแบบโทเค็นผ่านบล็อกเชนได้ โดยข้อยกเว้นดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี
สิ่งสำคัญคือโทเค็นหุ้นที่อยู่ภายใต้กรอบนี้ต้องให้สิทธิแก่ผู้ถือเช่นเดียวกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงสิทธิในการรับเงินปันผลและสิทธิออกเสียง ขณะเดียวกันบริษัทผู้ออกหุ้นต้องได้รับโอกาสคัดค้านก่อนที่จะมีการนำหุ้นของตนไปซื้อขายบนแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาต
SEC ยังระบุอย่างชัดเจนว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้เปิดทางให้กับ “หุ้นสังเคราะห์” ที่เพียงจำลองราคาหุ้นโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์จริง
Paul Atkins ประธาน SEC กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนำตลาดทุนสหรัฐฯ เข้าสู่ยุคดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ตลาดทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ก่อนพัฒนาไปสู่กฎระเบียบถาวร
ตลาดหุ้นโทเค็นโตเร็ว แต่ยังเล็กกว่า Bitcoin มาก
แนวคิดของ Schiff เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นโทเค็นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก CoinDesk Research ระบุว่า ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2026 มูลค่าตลาดของหุ้นโทเค็นแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 4,450 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.3% จากช่วงก่อนหน้า และกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์โทเค็นที่เติบโตเร็วที่สุด
ขณะที่ Binance Research ระบุว่า มูลค่ารวมของสินทรัพย์โลกจริงที่ถูกนำมาอยู่บนบล็อกเชนหรือ RWA แตะประมาณ 34,180 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 15 กันยายน 2026 โดยสินทรัพย์ประเภทหุ้นมีการเติบโตถึง 390.4% ตั้งแต่ต้นปี
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหุ้นโทเค็นกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ยังห่างไกลจาก Bitcoin ที่มีมูลค่าตลาดระดับมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
สิ่งที่ Bitcoin ยังแตกต่างจากหุ้นโทเค็น
แม้หุ้นโทเค็นจะสามารถนำความสะดวกของบล็อกเชนมาใช้กับหุ้นได้ แต่โครงสร้างของสินทรัพย์ทั้งสองประเภทแตกต่างกันอย่างมาก
หุ้นโทเคนยังคงอ้างอิงสิทธิในบริษัทจริง ซึ่งหมายความว่ามีผู้ออกหลักทรัพย์, ระบบกฎหมายและตัวกลางที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ Bitcoin ไม่ได้เป็นตัวแทนของหุ้น, บริษัทหรือกระแสเงินสดใด ๆ
ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการถือหุ้น Apple, Nvidia หรือบริษัทอื่นในรูปแบบที่สามารถซื้อขายบนบล็อกเชนได้หุ้นโทคเ็นอาจตอบโจทย์ดังกล่าวได้ แต่หากต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีผู้ออกและไม่ขึ้นกับสิทธิในบริษัทใดโดยเฉพาะหุ้นโทเค็นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ในแบบเดียวกันกับ Bitcoin
ประเด็นนี้จึงทำให้คำพูดของ Schiff เป็นการเปรียบเทียบ “คุณสมบัติด้านความสะดวกในการใช้งาน” มากกว่าการพิสูจน์ว่าหุ้นโทเค็นสามารถทดแทน Bitcoin ได้ทั้งหมด
Peter Schiff มองว่าการเปิดทางของ SEC ให้กับ Tokenized Stocks เป็นเรื่อง Bearish ต่อ Bitcoin เพราะนักลงทุนอาจได้รับประโยชน์จากความสะดวกของ Blockchain โดยไม่จำเป็นต้องรับความเสี่ยงด้านมูลค่าของสินทรัพย์ที่ไม่มีหลักทรัพย์อ้างอิงแบบ Bitcoin
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าผลกระทบที่สำคัญกว่าคือ Blockchain กำลังถูกนำไปใช้กับสินทรัพย์แบบดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะหมดความสำคัญ แต่การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้เกิดขึ้นระหว่าง “คริปโตกับตลาดหุ้น” อีกต่อไป แต่อาจเป็นการแข่งขันกันว่า สินทรัพย์ประเภทใดจะถูกนำมาอยู่บน Blockchain และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้มากที่สุด
ท้ายที่สุด Tokenized Stocks อาจไม่ได้ฆ่า Bitcoin แต่กำลังทำให้จุดขายบางอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของโลกคริปโต เช่น การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง การโอนสินทรัพย์แบบดิจิทัล และการเข้าถึงตลาดผ่าน Blockchain กลายเป็นคุณสมบัติที่สินทรัพย์แบบดั้งเดิมก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน
ที่มา : SEC, Cointelegraph, Reuters, Coindesk

