สรุปข่าว
- ผู้ถือ ZETA โหวตเห็นชอบ 99.4% ให้ปิดบล็อกเชน Layer-1 ของ ZetaChain และย้ายระบบไปยัง Solana โดยมีผู้เข้าร่วมโหวต 58% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 40%
- เหตุผลหลักคือ โปรเจกต์หันไปโฟกัส Anuma แอป AI ตัวใหม่ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 300,000 ราย และส่งคำสั่งไปยังโมเดล AI มากกว่า 35 โมเดลรวมกว่า 1 ล้านครั้ง
- ZETA จะถูกแปลงเป็นโทเคนบน Solana ในอัตรา 1:1 ขณะที่รายละเอียดการปิดเครือข่าย และการจัดการ Stake ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ผู้ถือ ZETA โหวต 99.4% สนับสนุนให้ ZetaChain ปิดบล็อกเชน Layer-1 ของตัวเองและย้ายระบบไปยัง Solana หลังทีมพัฒนาหันมาโฟกัส Anuma แอป AI ที่มีผู้ใช้งานกว่า 300,000 ราย และส่งคำสั่งไปยังโมเดล AI แล้วกว่า 1 ล้านครั้ง ทางโปรเจกต์ระบุว่า การดูแลบล็อกเชนเดิมมีภาระด้านการอัปเดตและความปลอดภัยสูง ขณะที่ ZETA จะถูกแปลงเป็นโทเคนบน Solana ในอัตรา 1:1 อย่างไรก็ตาม วันปิดเครือข่ายยังไม่ถูกกำหนด และรายละเอียดเรื่องการ Stake หลังย้ายเครือข่ายยังอยู่ระหว่างการศึกษา
ผู้ถือเหรียญ ZetaChain (ZETA) เทเสียงสนับสนุน 99.4% ให้กับ Proposal 68 เพื่อสั่งปิดบล็อกเชน Layer-1 ของตัวเอง และย้ายระบบไปยังเครือข่าย Solana หลังทีมพัฒนาหันมาโฟกัสที่ Anuma แอปพลิเคชัน AI ตัวใหม่ของโปรเจกต์แทน
การโหวตครั้งนี้มีผู้ถือเหรียญเข้าร่วม 58% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 40% ขณะที่เสียงคัดค้านและงดออกเสียงอยู่ที่ฝ่ายละ 0.3%
ZetaChain ระบุว่า Anuma ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีผู้ใช้งานมากกว่า 300,000 ราย และมีการส่งคำสั่งไปยังโมเดล AI มากกว่า 35 โมเดล รวมแล้วกว่า 1 ล้านครั้ง
ระบบความจำ หรือ ‘Memory System’ ของ Aunma มีการเข้ารหัสและทำงานข้ามโมเดลได้ ขณะที่ผู้ถือ ZETA สามารถนำเหรียญไปล็อกเพื่อแลกเป็นเครดิตสำหรับใช้งานบริการ AI ภายในแอป
ทีมพัฒนามองว่า Solana มีโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่ยังขาดแอปพลิเคชันเลเยอร์ที่ผู้ใช้ทั่วไปนำไปใช้งานจริง โดยเฉพาะระบบความจำที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของและสามารถเคลื่อนย้ายระหว่างโมเดล แอปพลิเคชัน และ AI Agent ได้
อีกเหตุผลสำคัญคือ ภาระในการดูแล ZetaChain ซึ่งสร้างขึ้นด้วยชุดเครื่องมือพัฒนาบล็อกเชน Cosmos SDK โดยทีมงานต้องติดตามการอัปเดตและการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจากระบบต้นทาง รวมถึงต้องประสานงานกับผู้ตรวจสอบธุรกรรมอิสระหลายสิบรายทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบ
ZetaChain ยังระบุถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องมือ AI ซึ่งช่วยให้การค้นหาช่องโหว่ทำได้ง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้ Cosmos Labs เปิดเผยว่า มีเครือข่าย Cosmos EVM จำนวน 6 แห่งถูกโจมตีจากช่องโหว่เดียวกัน แม้ ZetaChain จะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายไปประมาณ 5.7 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ZetaChain จะยังไม่ปิดเครือข่ายทันที โดยทีมงานจะจัดทำรายละเอียดการย้ายระบบก่อน รวมถึงการบันทึกยอดคงเหลือของผู้ถือเหรียญ ณ เวลาที่กำหนด และความสูงบล็อกที่จะใช้เป็นจุดสิ้นสุดของเครือข่าย
หลังจากนั้น ZETA จะถูกแปลงเป็นโทเคนมาตรฐานของ Solana ในอัตรา 1:1 โดยยังคงชื่อ ZETA จำนวนเหรียญทั้งหมดในระบบ และกำหนดการทยอยปลดล็อกเหรียญเดิมไว้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่รวมถึง ZETA ที่อยู่บน Ethereum และ BNB Chain
ข้อเสนอฉบับที่สองจะกำหนดความสูงบล็อกสำหรับการบันทึกยอดคงเหลือ และการปิดเครือข่าย รวมถึงขั้นตอนการรับโทเคนใหม่และการถอนสินทรัพย์จากเครือข่ายอื่นที่เชื่อมต่ออยู่ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวจะยังไม่เปิดให้ลงคะแนนจนกว่ากระดานเทรดจะยืนยันความพร้อมในการรองรับการแลกเปลี่ยนโทเคนจากเครือข่ายเดิมไปยังเครือข่ายใหม่
ระหว่างนี้ ผู้ถือ ZETA ยังสามารถนำเหรียญไป Stake เพื่อรับผลตอบแทนได้ตามปกติ ส่วนแนวทางการจัดการระบบดังกล่าวและผลตอบแทนหลังย้ายไปยัง Solana ยังอยู่ระหว่างการศึกษา
สำหรับ ZetaChain โปรเจกต์นี้เคยระดมทุนได้ 27 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2023 จากนักลงทุนชื่อดังอย่าง Blockchain.com และ Jane Street Capital เพื่อพัฒนาเครือข่ายบล็อกเชนหลักของตัวเองที่สามารถเชื่อมสินทรัพย์จากเครือข่ายต่าง ๆ เช่น Bitcoin และ Ethereum ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ ก่อนเปิดตัวเครือข่ายหลักอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปีถัดมา
ในขณะที่รายงาน ZETA มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 0.03986 ดอลลาร์ ลดลง 0.23% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ที่มา:theblock
มุมมองผู้เขียน: การปิดบล็อกเชนของตัวเองถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของโปรเจกต์ การย้ายไปยัง Solana และการนำ ZETA ไปใช้กับ Anuma อาจเปิดทางให้เกิดการใช้งานรูปแบบใหม่ในระยะยาว ดังนั้นแรงกดดันด้านราคาจึงขึ้นอยู่กับว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะดำเนินไปได้ราบรื่นแค่ไหน และทีมสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือเหรียญได้มากน้อยเพียงใด

