สรุปบทความ
- Bitcoin ดีดกลับเหนือ $86,000 ช่วงต้น ต.ค. 2026 พร้อมเป้า $113,000 จาก Citi แต่ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 30 ปีแตะ 4.182% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
- เมื่อ 5 ส.ค. 2024 หลัง BOJ ขึ้นดอกเบี้ย การถอน Yen Carry Trade ทำให้ Nikkei ร่วงราว 12% ในวันเดียว และ Bitcoin ร่วงจากราว $62,000 ไปต่ำกว่า $50,000
- นักเทรดควรจับตาการประชุม BOJ ช่วงปลายเดือน ต.ค. ค่าเงิน USDJPY และผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การประชุม Fed
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้นทุนเงินกู้สกุลเยนสูงขึ้น หาก BOJ ส่งสัญญาณคุมเข้มและเงินเยนแข็งค่าเร็ว อาจเกิดการถอน Carry Trade ที่บังคับให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin เหมือนปี 2024 แม้ตลาดบางส่วนยังมองว่าความเสี่ยงนี้ถูกพักไว้ชั่วคราว
ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 ตลาดคริปโตกลับมาคึกคักอีกครั้ง Bitcoin ดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ $86,000 Citi ให้เป้าหมายไว้ที่ $113,000 เงินไหลเข้า ETF กลับมา และสถานะเปิด Short ราว $110 ล้านถูกล้างพอร์ตในการดีดตัวรอบเดียว บรรยากาศ “Uptober” ในกลุ่มนักเทรดไทยแทบไม่ต่างจากงานเลี้ยงฉลอง
แต่ในขณะที่ทุกคนจ้องประชุม Fed รอฟังว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ มีสวิตช์อีกตัวที่อันตรายกว่าและแทบไม่มีใครพูดถึง สวิตช์นั้นไม่ได้อยู่ที่วอชิงตัน แต่อยู่ที่โตเกียว นั่นคือดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และสิ่งที่เรียกว่า Yen Carry Trade ซึ่งเคยทำให้ Bitcoin ร่วงเกือบ 20% ภายในไม่กี่ชั่วโมงมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2024
ทุกคนมองวอชิงตัน แต่สวิตช์อันตรายอยู่ที่โตเกียว

คำถามง่าย ๆ ที่นักเทรดควรถามตัวเองคือ เงินที่ดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นมาตลอดหลายปีมาจากไหน คำตอบส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากเงินออมของนักลงทุน แต่มาจากเงินกู้ราคาถูกที่สุดในโลก ซึ่งก็คือเงินเยน
ในชุมชนคริปโตใน X มีบางเสียงเริ่มเชื่อมโยงจุดเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว ASCEND DIGITAL PARTNERS ชี้ให้เห็นว่า ทิศทางดอกเบี้ยญี่ปุ่น Yen Carry Trade กฎเกณฑ์ Stablecoin งบดุลธนาคาร และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ “มักถูกพูดถึงเหมือนเป็นเรื่องแยกกัน” ทั้งที่จริงแล้วมันเชื่อมโยงกันอยู่ ส่วน Michelle Kriby X เตือนว่า “ตลาดอาจกำลังพุ่ง แต่มีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องจับตา คือความเป็นไปได้ที่ Yen Carry Trade จะถูกถอน” และการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยแบบฉับพลันอาจจุดชนวนความผันผวนไปทั่วตลาดโลก
เสียงเหล่านี้ยังเป็นเสียงส่วนน้อย ยอดไลก์แค่หลักหน่วย เทียบไม่ได้กับโพสต์เป้าราคา $113,000 ที่ถูกแชร์กันว่อน แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่าความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดมักเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจจนกระทั่งมันระเบิด
Yen Carry Trade คืออะไร ทำไมเงินกู้ญี่ปุ่นถึงไหลมาถึง Bitcoin

หลักการของ Carry Trade เรียบง่ายมาก ญี่ปุ่นคงดอกเบี้ยไว้ใกล้ศูนย์หรือติดลบมานานหลายสิบปี นักลงทุนสถาบัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และแม้แต่นักลงทุนรายย่อยในญี่ปุ่นเอง จึงกู้เงินเยนที่แทบไม่มีต้นทุน แล้วแลกเป็นดอลลาร์ไปซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หุ้น Nasdaq และเมื่อมีเลเวอเรจเหลือเฟือ เงินก้อนนี้ก็ไหลมาถึงคริปโตด้วย
ตราบใดที่เงินเยนอ่อนค่าหรือทรงตัว ทุกอย่างดูสวยงาม ผู้กู้ได้ทั้งส่วนต่างดอกเบี้ยและกำไรจากค่าเงิน แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย และเงินเยนแข็งค่าเร็ว ต้นทุนเงินกู้จะพุ่งทันที หนี้ในรูปเงินเยนจะมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับ ผู้กู้ต้องรีบขายสินทรัพย์เพื่อเอาเงินไปคืนหนี้ และสินทรัพย์ที่ขายง่ายที่สุด ซื้อขายได้ 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด ก็คือ Bitcoin
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิด เรามักได้ยินว่า Bitcoin คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบเดิม แต่ในวันที่เงินกู้ถูกเรียกคืน Bitcoin ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นที่หลบภัย มันกลายเป็นตู้ ATM ที่เปิดตลอดเวลาให้คนที่ต้องการเงินสดด่วน
บทเรียน 5 ส.ค. 2024 วันที่ Bitcoin ร่วงเกือบ 20% เพราะโตเกียว

ถ้ายังคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ทฤษฎี ลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์จริง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2024 BOJ ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.25% ซึ่งฟังดูเป็นตัวเลขเล็กนิดเดียว แต่ตลาดอ่านว่านี่คือสัญญาณว่ายุคเงินเยนฟรีกำลังจะจบลง เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอ แรงถอน Carry Trade จึงทะลักออกมาพร้อมกัน
วันจันทร์ที่ 5 ส.ค. 2024 ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นร่วงราว 12% ในวันเดียว ถือเป็นการร่วงรายวันที่หนักที่สุดนับแต่เหตุการณ์ Black Monday ปี 1987 ส่วน Bitcoin ที่ซื้อขายอยู่แถว $62,000 ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ดิ่งลงไปต่ำกว่า $50,000 ในช่วงสั้น ๆ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง คิดเป็นการร่วงเกือบ 20% สถานะ Long ในตลาดฟิวเจอร์ถูกล้างพอร์ตเป็นจำนวนมหาศาล
สิ่งที่น่าสนใจคือ วันนั้นไม่มีข่าวร้ายเฉพาะของคริปโตเลย ไม่มีเว็บกระดานเทรดล่ม ไม่มีการแฮก ไม่มีกฎหมายใหม่ Bitcoin ร่วงเพียงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เลเวอเรจโลกที่เชื่อมโยงกลับไปถึงเงินกู้สกุลเยน และที่สำคัญ ชนวนของมันเริ่มต้นจากการประชุม BOJ ไม่ใช่ FOMC
ทำไมรอบนี้ฉากหลังเปราะบางกว่าเดิม
ปี 2024 เป็นการขึ้นดอกเบี้ยจากระดับแทบเป็นศูนย์ แต่ปี 2026 ภาพใหญ่ของตลาดพันธบัตรโลกตึงตัวกว่ามาก ข้อมูลที่ถูกพูดถึงในตลาดช่วงนี้ระบุว่าผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่เหนือ 5.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 24 ปี พันธบัตรอังกฤษอายุ 30 ปีแตะ 6% และราคาน้ำมันยืนเหนือ $100 หลังสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้คือแรงกดดันที่ทำให้ต้นทุนเงินทั่วโลกแพงขึ้นพร้อมกัน
และที่ญี่ปุ่นเอง ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังขยับขึ้นไม่หยุด KAO โพสต์กราฟเมื่อเช้าวันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาไทย ระบุว่า “กราฟนี้คือรูปแบบที่คนเรียกว่า Reverse Carry” และผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 30 ปีอยู่ที่ 4.182% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มออกพันธบัตรรุ่นนี้

ดังที่เห็นในกราฟจาก Trading Economics ด้านบน ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 30 ปีแกว่งตัวอยู่ต่ำกว่า 1% เกือบตลอดช่วงก่อนปี 2020 แต่หลังจากนั้นเส้นกราฟชันขึ้นเรื่อย ๆ จนทะลุ 3% ช่วงปี 2025 และพุ่งต่อขึ้นไปที่ 4.182% ตัวเลขสีเขียวบนกราฟระบุว่าในกรอบ 10 ปีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 3.673 จุด เส้นประที่ 3.8964% ซึ่งตรงกับช่วงกลางเดือน ก.ย. 2025 ยังแสดงให้เห็นว่าจากจุดนั้นมันขึ้นต่อแทบไม่มีการพักตัว
ความหมายของกราฟนี้ชัดเจน เงินในญี่ปุ่นไม่ได้ “ฟรี” อีกต่อไป เมื่อนักลงทุนญี่ปุ่นได้ผลตอบแทนกว่า 4% จากพันธบัตรในบ้านตัวเอง แรงจูงใจที่จะส่งเงินออกไปไล่ล่าผลตอบแทนในต่างประเทศก็ลดลง และถ้า BOJ ขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นตามมาอีก ส่วนต่างที่เป็นหัวใจของ Carry Trade ก็จะยิ่งแคบลง
แต่ก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าตลาดยังเห็นไม่ตรงกัน AlphaHunter มองว่า “ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจมหภาคถูกปลดชนวนไปแล้วในตอนนี้” เพราะ BOJ ยังวางท่าระมัดระวัง ทำให้เงินร้อนหลายพันล้านดอลลาร์ไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ LordPos3idon ให้มุมที่ต่างออกไปว่า “ทุกอย่างจะเริ่มแตกเมื่อ USDJPY แตะ 180” และมองว่าทางการ “แค่ซื้อเวลา” กับปัญหา Yen Carry Trade ส่วนที่หุ้นและคริปโตยังแข็งแรงก็เพราะการขยับของดอกเบี้ยระยะยาวในตอนนี้ยังเป็นเรื่องของค่าชดเชยความเสี่ยงระยะยาว ยังไม่ใช่การสูญเสียการควบคุม ผู้อ่านควรทราบว่าทั้งสองมุมเป็นการประเมินส่วนตัว ระดับค่าเงินที่อ้างถึงยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลอิสระในบทความนี้
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาพูดคือ Warren Buffett ASCEND DIGITAL PARTNERS และ 3T Warrior Academy ตั้งข้อสังเกตว่า Buffett มีประวัติวางเงินไว้เพื่อเป็นผู้ให้สภาพคล่องในช่วงที่ตลาดตึงเครียด และบางคนมองสถานะที่ Berkshire เกี่ยวข้องกับเงินเยนผ่านเลนส์นี้ อย่างไรก็ตาม ควรรู้ว่า Berkshire ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้สกุลเยนเพื่อซื้อหุ้นบริษัทการค้าของญี่ปุ่น ผลกระทบจากเงินเยนแข็งค่าจึงซับซ้อนกว่าที่โพสต์เหล่านี้สรุปไว้ ข้อสังเกตนี้จึงเป็นการตีความ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
วันที่นักเทรดไทยต้องวงปฏิทิน คือวันประชุม BOJ

นักเทรดไทยส่วนใหญ่จำวันประชุม FOMC ได้ขึ้นใจ เพราะผลการประชุมออกมาช่วงตี 1 ถึงตี 2 ตามเวลาไทย และทุกคนรู้ว่าต้องอดนอนรอ แต่น้อยคนจะรู้ว่า BOJ มักแถลงผลการประชุมในช่วงสายถึงเที่ยงตามเวลาไทย ซึ่งตรงกับช่วงกลางวันของโตเกียว และผู้ว่าการ BOJ มักแถลงข่าวต่อในช่วงบ่าย ช่วงเวลานั้นคือตอนที่หลายคนกำลังทำงาน ไม่ได้เฝ้าจอ และเลเวอเรจในตลาดฟิวเจอร์อาจถูกล้างก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว
ตามรอบปกติ BOJ มีการประชุมนโยบายช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงท้ายของ “Uptober” พอดี ผู้อ่านควรตรวจสอบวันที่แน่นอนจากปฏิทินบนเว็บไซต์ทางการของ BOJ และเตรียมตัวล่วงหน้า สิ่งที่ควรจับตามีอย่างน้อย 3 อย่าง
- ถ้อยแถลงของ BOJ ว่ามีสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม หรือส่งสัญญาณลดการซื้อพันธบัตรเร็วขึ้นหรือไม่
- ค่าเงิน USDJPY ถ้าเงินเยนแข็งค่าแรงในเวลาสั้น นั่นคือสัญญาณว่า Carry Trade กำลังถูกปิดสถานะ
- ผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีและ 30 ปี ว่ายังพุ่งต่อหรือเริ่มทรงตัว
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือคุณภาพของการดีดตัวรอบนี้ การดีดที่ขับเคลื่อนด้วยการล้างพอร์ต Short $110 ล้าน เป็นแรงซื้อแบบจำเป็นต้องซื้อ ไม่ใช่แรงซื้อจากความเชื่อมั่น ส่วนเงินไหลเข้า ETF ก็ไม่ได้บอกเราว่าเงินนั้นมาจากเงินออมจริงหรือมาจากเงินกู้ที่ซ้อนเลเวอเรจมาหลายชั้น ถ้าส่วนหนึ่งมาจากเงินเยนราคาถูก วันที่โตเกียวเรียกเงินคืน แรงซื้อเหล่านี้ก็อาจหายไปพร้อมกัน
ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะร่วงพรุ่งนี้ และผมก็ไม่รู้ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมรู้คือ ตลาดตอนนี้มองโลกในแง่ดีเกินกว่าที่ข้อมูลรองรับ ทุกคนคุยกันเรื่องเป้า $113,000 แต่แทบไม่มีใครคุยเรื่องผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่สองเรื่องนี้อาจเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด
บทเรียนจากปี 2024 ที่ผมอยากให้จำไว้คือ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25% แต่ Bitcoin ร่วงเกือบ 20% ไม่ใช่เพราะตัวเลข 0.25% มันน่ากลัว แต่เพราะตลาดทั้งโลกสร้างตึกเลเวอเรจไว้บนสมมติฐานว่าเงินเยนจะถูกตลอดไป พอสมมติฐานนั้นสั่นคลอนนิดเดียว ตึกก็โยกทั้งหลัง และวันนี้ตึกนั้นสูงกว่าเดิม ขณะที่ฐานรากอย่างพันธบัตรสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่นกำลังตึงตัวพร้อมกัน
อีกเรื่องที่ผมคิดว่าคนไทยต้องเลิกเชื่อแบบเหมารวม คือความคิดที่ว่า Bitcoin เป็นเกราะป้องกันระบบการเงินแบบเดิม ในระยะยาวมันอาจเป็นอย่างนั้นได้ แต่ในระยะสั้น ในวันที่สภาพคล่องโลกหดตัว Bitcoin คือสินทรัพย์แรก ๆ ที่ถูกขาย เพราะมันขายได้ทุกเวลา ไม่มีเบรกตลาด และถือเลเวอเรจไว้สูง พูดง่าย ๆ คือ Bitcoin ยังไม่ได้อยู่นอกระบบ มันอยู่ในแถวหน้าของระบบ
สำหรับคนที่ถืออยู่หรือกำลังเปิดสถานะฟิวเจอร์ ผมแนะนำให้เปิดปฏิทิน วงวันประชุม BOJ ไว้ข้าง ๆ วันประชุม FOMC และเช็กเลเวอเรจของตัวเองก่อนถึงวันนั้น ถ้าเงินเยนเริ่มแข็งค่าแรงผิดปกติในช่วงสายของวันประชุม นั่นอาจเป็นสัญญาณแรกที่มาก่อนกราฟ Bitcoin จะบอกคุณ ส่วนจะทำอะไรต่อ อันนี้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน แต่อย่างน้อยอย่าให้ตัวเองเป็นคนที่ตื่นมาเจอพอร์ตแดงโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นเหตุมาจากโตเกียว
ภาพจาก AI

