bitkub-banner

ปริมาณเงิน M2 สหรัฐฯ และจีนรวมกันทำสถิติใหม่ ทะลุ $76 ล้านล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปริมาณเงินในระบบ (M2) ของสหรัฐฯ และจีนรวมกันแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $76.4 ล้านล้านในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น $7.9 ล้านล้านจากปีก่อน
  • M2 ของจีนอยู่ที่ $53.1 ล้านล้าน ส่วนของสหรัฐฯ อยู่ที่ $23.3 ล้านล้าน ทั้งคู่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล
  • ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จับตาว่าสภาพคล่องที่ขยายตัวจะไหลไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงหรือไม่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมักถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว แต่ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลย้อนหลังและไม่มีตัวกระตุ้นที่ส่งผลต่อราคาในทันที ตลาดจึงยังไม่ตอบสนองอย่างชัดเจน

เมื่อเวลา 04:27 น. ของวันที่ 4 ต.ค. ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ปริมาณเงินในระบบ (M2) ของสหรัฐฯ และจีนรวมกันเพิ่มขึ้น $7.9 ล้านล้านเมื่อเทียบรายปีในเดือนสิงหาคม แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $76.4 ล้านล้าน ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในรอบ 10 ปี โดยทั้งสองประเทศต่างทำสถิติสูงสุดตลอดกาลพร้อมกัน

จีนครองสัดส่วนใหญ่ของเงินที่เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลที่รายงาน M2 ของจีนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ $53.1 ล้านล้าน คิดเป็นราว 70% ของยอดรวมทั้งสองประเทศ ขณะที่ M2 ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ $23.3 ล้านล้าน การที่ทั้งสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกขยายปริมาณเงินพร้อมกันสะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังอยู่ในระดับสูง

ปริมาณเงินที่ขยายตัวหมายถึงอะไรกับตลาด

M2 คือปริมาณเงินในระบบที่รวมทั้งเงินสด เงินฝากในบัญชี และสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย นักลงทุนจำนวนไม่น้อยใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดสภาพคล่อง เพราะเมื่อมีเงินในระบบมากขึ้น เงินส่วนหนึ่งมักไหลเข้าสู่สินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ทองคำ และ Bitcoin อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีและมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Trump ชี้เงินเฟ้อช่วยลดหนี้สหรัฐฯ $40 ล้านล้าน หนุนทองคำและ Bitcoin ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของปริมาณเงินและมูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องได้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ตัวเลข M2 ที่ทำสถิติใหม่เป็นภาพใหญ่ที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่สัญญาณที่เอามาใช้ตัดสินใจระยะสั้นได้ เพราะเงินในระบบเพิ่มขึ้นมานานแล้ว และตลาดก็เห็นข้อมูลนี้มาตลอด สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือเงินก้อนนี้จะไหลไปทางไหนต่อ และธนาคารกลางของทั้งสองประเทศจะขยับนโยบายอย่างไรในระยะถัดไป ถ้าใครติดตามเรื่องสภาพคล่อง ลองดูทิศทางดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย

ที่มา: @KobeissiLetter

ภาพจาก AI