สรุปบทความ
- ลูกค้า FTX ได้เงินคืนราว 118% แต่ถูกคิดราคาที่ พ.ย. 2022 เมื่อ BTC อยู่ราว $16,800 ทำให้ผู้ถือ 1 BTC ได้คืนราว $20,000 เทียบกับราคาวันนี้ราว $82,500
- ผู้ได้กำไรจริงคือกองทุนที่ซื้อสิทธิเรียกร้อง 10 ถึง 30 เซนต์ ทนายและที่ปรึกษาที่รับค่าธรรมเนียมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ และผู้ซื้อหุ้น Anthropic กับ SOL จากกองทรัพย์สิน
- เรื่องเล่าว่าไม่มีใครเสียหายถูกใช้หนุนการขออภัยโทษของ SBF ขณะที่ลูกค้าไทยแบบออฟชอร์เจอทั้งปัญหาพอร์ทัลและการขาดทุนในรูปเหรียญ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
บทความนี้เป็นการวิเคราะห์คดี FTX ย้อนหลัง ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อราคาคริปโตในระยะสั้น แต่เป็นบทเรียนเรื่องความเสี่ยงของการฝากเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรด และอาจมีผลต่อบรรยากาศด้านกฎหมายหาก SBF ได้รับการอภัยโทษ
ถ้าคุณมี 1 Bitcoin อยู่บน FTX ในวันที่เว็บล่ม วันนี้คุณจะได้เงินคืนราว $20,000 ฟังดูไม่เลว จนคุณหันไปดูราคา Bitcoin วันนี้ที่ประมาณ $82,500 แล้วพบว่าเงินที่ได้คืนซื้อ Bitcoin กลับมาได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่เหรียญ นี่คือสิ่งที่โพสต์ไวรัลว่า “เหยื่อ FTX ได้เงินคืนครบบวกดอกเบี้ย” ไม่ได้บอกคุณ
ช่วงสัปดาห์นี้ FTX กลับมาเป็นเรื่องที่คนในชุมชนคริปโตบน X พูดถึงมากที่สุดอีกครั้ง เพราะ Netflix ปล่อยตัวอย่างซีรีส์ The Altruists ที่จะฉายวันที่ 19 พ.ย. นี้ และพร้อมกับกระแสซีรีส์ ก็มีเรื่องเล่าชุดหนึ่งแพร่ออกไปแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ว่าสุดท้ายแล้ว FTX ไม่ได้ทำให้ใครเสียเงินจริง ทุกคนได้คืนครบ บางคนได้เกิน
บทความนี้จะชวนคุณดูคณิตศาสตร์ของการล้มละลายครั้งนี้ทีละขั้น ว่าตัวเลข 118% วัดด้วยอะไร ใครคือคนที่ได้กำไรจริงจากซากของ FTX และทำไมเรื่องเล่าว่า “ไม่มีใครเสียหาย” ถึงเป็นเรื่องที่ Sam Bankman-Fried (SBF) อยากให้คุณเชื่อมากที่สุด
Netflix เล่า FTX เป็นเรื่องรัก ส่วนโลกออนไลน์บอกว่าไม่มีใครเสียเงิน
โพสต์เปิดตัวของ Netflix เองเป็นหลักฐานชัดที่สุดว่าซีรีส์เลือกเล่าเรื่องจากมุมไหน คำโปรยเขียนว่านี่คือซีรีส์ว่าด้วย “อัจฉริยะคู่รักที่ถูกหักหลังทางใจ ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องอื้อฉาว FTX” โดยมี Julia Garner รับบท Caroline Ellison และ Anthony Boyle รับบท SBF ฉากที่ถูกตัดมาโชว์คือ Caroline ในแว่นกรอบกระพูดว่า “เกมนี้คือการวิเคราะห์ความเสี่ยง” และโพสต์นี้มียอดเข้าชมเกือบ 10 ล้านครั้ง

Sumi ชี้ว่าวิธีวางกรอบเรื่องของ Netflix น่าสนใจ เพราะ “เรื่องอื้อฉาวที่เขย่าทั้งวงการคริปโต ความเสียหายหลายพันล้าน และผู้คนนับไม่ถ้วนที่ได้รับผลกระทบ ตอนนี้กลับถูกนำเสนอเป็นเรื่องราวของความรักและความทะเยอทะยาน”
คนที่ออกมาวิจารณ์แรงที่สุดคือคนในเหตุการณ์เอง Wu Blockchain รายงานอ้างอิง The Block ว่า Constance Wang อดีต COO ของ FTX วิจารณ์ว่าซีรีส์บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยบอกว่าตัวอย่างทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ และย้ำว่าการล่มของ FTX ทำลายชีวิตคนจำนวนมาก แต่ Netflix กลับเปลี่ยนมันให้เป็นเรื่องรัก

แต่เรื่องเล่าที่อันตรายกว่าซีรีส์ ไม่ได้มาจาก Netflix เมื่อช่วงสายวันที่ 10 ต.ค. ตามเวลาไทย Aakash Gupta โพสต์ว่า “ส่วนที่บ้าที่สุดของเรื่อง FTX คือเหยื่อได้เงินคืน ทั้งหมด บวกดอกเบี้ยอีก 18% และเงินนั้นมาจากเดิมพันที่ SBF ลงไปด้วยเงินของพวกเขาเอง” ก่อนจะเล่าต่อว่า SBF เคยเอาเงิน FTX ราว $500 ล้าน ไปลงทุนในสตาร์ทอัป AI อย่าง Anthropic ตั้งแต่ปี 2021 ส่วน Rajat Kapoor ตอบกลับแบบติดตลกว่า “สินทรัพย์ที่ทำผลงานดีที่สุดในพอร์ต FTX คือตัวที่ไม่เกี่ยวกับคริปโตเลย”
ฟังแล้วเหมือนนิทานที่จบสวย อัจฉริยะทำพลาด แต่เดิมพันของเขาก็ช่วยทุกคนไว้ได้ คำถามคือ ถ้าทุกคนได้คืนครบจริง ทำไมคนที่เคยถือ Bitcoin บน FTX ถึงยังรู้สึกว่าตัวเองถูกปล้น
เลข 118% ถูกวัดด้วยราคา Bitcoin ในวันที่ตลาดพังที่สุด

หัวใจของเรื่องอยู่ที่กฎข้อเดียวของกฎหมายล้มละลายสหรัฐฯ สิทธิเรียกร้องของลูกค้าถูกแปลงเป็นเงินดอลลาร์ และถูกตรึงไว้ที่ราคา ณ วันที่ FTX ยื่นล้มละลาย คือเดือน พ.ย. 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาคริปโตอยู่แถวจุดต่ำสุดของรอบขาลง เพราะการล่มของ FTX เองนั่นแหละที่ลากตลาดลงไป
ในวันนั้น Bitcoin อยู่ที่ราว $16,800 ส่วน SOL ซึ่งเป็นเหรียญที่ผูกกับ FTX แน่นที่สุดอยู่ที่ราว $16 ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ
- ลูกค้าที่มี 1 BTC บน FTX ถูกตีมูลค่าเป็นสิทธิเรียกร้องราว $16,800
- ได้คืนประมาณ 118% ของมูลค่านั้น เท่ากับเงินสดราว $20,000
- วันนี้ 1 BTC มีมูลค่าราว $82,500
- เงิน $20,000 ซื้อ Bitcoin คืนได้ราว 0.24 BTC เท่านั้น หรือหายไปราว 75% ถ้านับเป็นจำนวนเหรียญ
คนที่ถือ SOL ยิ่งเจ็บกว่า เพราะสิทธิเรียกร้องถูกคิดที่ราวเหรียญละ $16 ขณะที่ทรัพย์สินของ FTX เองนำ SOL ไปขายให้กองทุนต่าง ๆ ในราคาราว $64 ต่อเหรียญ กล่าวคือ ลูกค้าถูกตีราคาเหรียญถูกกว่าราคาที่ผู้บริหารทรัพย์สินขายออกไปหลายเท่าตัว
ส่วนคำว่า “บวกดอกเบี้ย 18%” ก็ต้องแปลให้ถูก ตัวเลขนี้มาจากดอกเบี้ยตามแผนฟื้นฟูที่ชดเชยช่วงเวลาที่เงินถูกแช่ไว้เกือบสองปี ไม่ใช่โบนัส และตลอดสองปีนั้น Bitcoin ขึ้นไปหลายเท่าตัว ดอกเบี้ยหลักสิบเปอร์เซ็นต์จึงไม่ได้ช่วยปิดช่องว่างนี้เลย
ต้องพูดให้แฟร์ด้วยว่า สำหรับคนที่ฝากเงินดอลลาร์หรือ Stablecoin ไว้ใน FTX การได้คืน 118% ถือว่าดีจริง และดีกว่าคดีล้มละลายส่วนใหญ่ในโลก แต่ FTX คือเว็บกระดานเทรดคริปโต ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ฝากดอลลาร์ไว้นอนเฉย ๆ พวกเขาถือเหรียญ และเหรียญคือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คืน
คนที่รวยจริงจากซากของ FTX

ถ้าลูกค้าขาดทุนในรูปเหรียญ แล้วส่วนต่างมหาศาลระหว่างราคาปี 2022 กับราคาวันนี้ไปอยู่ที่ไหน คำตอบคือกระจายไปอยู่กับคนอย่างน้อยสามกลุ่ม
กลุ่มแรก กองทุนซื้อหนี้เสีย ช่วงปี 2023 ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้คืนเท่าไหร่ ลูกค้าจำนวนมากที่ร้อนเงินหรือหมดหวังยอมขายสิทธิเรียกร้องของตัวเองให้กองทุนในราคาเพียง 10 ถึง 30 เซนต์ต่อดอลลาร์ เมื่อแผนฟื้นฟูจ่ายคืนราว 118% กองทุนเหล่านี้ได้กำไรราว 4 ถึงเกือบ 12 เท่าจากเงินที่ลงไป ทั้งหมดนี้คือกำไรที่โอนมาจากกระเป๋าของเหยื่อที่ขายในวันที่สิ้นหวังที่สุด
กลุ่มที่สอง ทนายและที่ปรึกษาคดีล้มละลาย ค่าธรรมเนียมของบริษัทกฎหมายและที่ปรึกษาที่บริหารคดีนี้รวมกันเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นหนึ่งในคดีล้มละลายที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่แปลกที่ CDG.hl จะโพสต์ด้วยความหงุดหงิดว่าคนที่ทำคดีนี้ “เอาเงินไปจากผู้ใช้ FTX และชุมชนคริปโตมากกว่า” ตัว SBF เสียอีก ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการโยนความผิดออกจาก SBF แต่ความรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ไปตกอยู่กับคนกลางนั้นมีฐานจากตัวเลขจริง
กลุ่มที่สาม คนที่ซื้อทรัพย์สินของ FTX ไปในราคาถูก หุ้น Anthropic ที่ Aakash Gupta พูดถึง ถูกขายออกไปรวมราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ส่วน SOL ที่ติดล็อกอยู่ก็ถูกประมูลให้กองทุนในราคาราว $64 ต่อเหรียญ ทั้งสองก้อนวันนี้มีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ขายออกไปหลายเท่า เพราะมูลค่าบริษัท Anthropic พุ่งขึ้นตามกระแส AI และราคา SOL ก็ฟื้นตัวแรงหลังจากนั้น
นี่คือจุดที่เรื่องเล่า “เดิมพันของ SBF ช่วยทุกคนไว้” พังลง เดิมพันนั้นทำกำไรจริง แต่กำไรก้อนใหญ่ที่สุดไม่ได้ไปถึงลูกค้า ลูกค้าได้แค่ส่วนที่พอจ่ายหนี้ในราคาปี 2022 ส่วนที่งอกเงยหลังจากนั้นเป็นของคนที่ซื้อต่อไป
เรื่องเล่าว่าไม่มีใครเสียหาย คืออาวุธขออภัยโทษของ SBF

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าการเถียงกันเรื่องตัวเลข เพราะ SBF ซึ่งกำลังรับโทษจำคุก 25 ปี ใช้แนวคิดว่า FTX “ไม่เคยล้มละลายจริง” และ “ลูกค้าได้คืนครบ” เป็นแกนหลักในการรณรงค์ขออภัยโทษต่อสาธารณะมาตลอด ตรรกะของเขาง่ายมาก ถ้าไม่มีใครเสียหาย แล้วจะลงโทษหนักขนาดนี้ไปทำไม
ปัญหาคือข้อโต้แย้งนี้ปะปนสองเรื่องเข้าด้วยกัน เรื่องแรก ลูกค้าได้คืนเพราะผู้บริหารทรัพย์สินชุดใหม่ไล่ทวงเงิน ฟ้องร้อง และขายทรัพย์สินหลังจากที่ SBF ถูกปลดไปแล้ว ไม่ใช่เพราะแผนของ SBF เรื่องที่สอง ในวันที่ลูกค้ากดถอน เงินของพวกเขาไม่อยู่ เพราะถูกโยกไปใช้ที่ Alameda Research ไม่ว่าเดิมพันของ Alameda จะออกมาดีแค่ไหนในภายหลัง การเอาเงินลูกค้าไปเสี่ยงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ยังเป็นการฉ้อโกงอยู่ดี
ลองนึกภาพพนักงานธนาคารที่แอบเอาเงินฝากของคุณไปแทงบอล บังเอิญชนะ แล้วคืนเงินต้นให้คุณพร้อมดอกเบี้ยเล็กน้อย ส่วนกำไรที่เหลือตกเป็นของคนอื่น คุณจะเรียกว่า “ไม่มีใครเสียหาย” ได้จริงหรือ
บรรยากาศด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เรื่องเล่านี้มีน้ำหนักทางการเมือง ฝั่งผู้กำกับดูแลยังใช้ FTX เป็นภาพหลอนเตือนใจ Vishal_Techzone รายงานว่า Mike Selig ประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) เตือนว่าการขัดขวางกฎคริปโตชุดใหม่เสี่ยงจะเปิดทางให้เกิดการล่มแบบ FTX อีกครั้ง ถ้าสังคมเชื่อว่า FTX จบลงแบบไม่มีใครเจ็บ น้ำหนักของคำเตือนแบบนี้ก็จะเบาลงตามไปด้วย

ลูกค้าไทยคือภาพที่ชัดที่สุดของการได้คืนครบแต่ขาดทุนหนัก
FTX ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้บริการในไทย แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยเปิดบัญชีผ่าน FTX.com แบบออฟชอร์ในช่วงที่แพลตฟอร์มนี้ดังที่สุด เมื่อเว็บล่ม พวกเขาต้องเผชิญกระบวนการยื่นสิทธิเรียกร้องผ่านพอร์ทัลออนไลน์ที่ซับซ้อน ยืนยันตัวตนซ้ำหลายรอบ เอกสารภาษาอังกฤษล้วน และกำหนดเส้นตายที่ถ้าพลาด สิทธิเรียกร้องอาจถูกตัดทิ้ง
นอกจากนี้ แผนชำระหนี้ของ FTX ยังกำหนดกลุ่ม “เขตอำนาจศาลที่ถูกจำกัด” สำหรับลูกค้าในบางประเทศที่การจ่ายเงินอาจขัดกับกฎหมายท้องถิ่น ทำให้ผู้ใช้ในเอเชียหลายรายต้องลุ้นว่าตัวเองจะได้รับเงินหรือไม่ และเมื่อไหร่ ผู้เขียนยังไม่พบตัวเลขยืนยันว่าลูกค้าไทยได้รับผลกระทบจากการจำกัดนี้กี่ราย แต่เสียงบ่นเรื่องพอร์ทัลและความล่าช้าในกลุ่มเจ้าหนี้ชาวเอเชียมีให้เห็นต่อเนื่อง
ลองคิดถึงนักลงทุนไทยสักคนที่เก็บ Bitcoin ไว้บน FTX ในปี 2022 เขารอเกือบสามปี กรอกเอกสารจนเหนื่อย สุดท้ายได้เงินดอลลาร์กลับมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งในกระดาษเรียกว่า “ได้คืน 118%” แต่ถ้าเขาเอาเงินก้อนนั้นไปซื้อ Bitcoin คืน จะได้เหรียญกลับมาราวหนึ่งในสี่ของที่เคยมี นี่ไม่ใช่การกู้คืนครบ นี่คือการขาดทุนครั้งใหญ่ที่ถูกห่อด้วยตัวเลขสวย ๆ
บทเรียนนี้ยังใช้ได้กับทุกคนที่ถือเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรดวันนี้ ตลาดคริปโตผันผวนรุนแรงได้ทุกเมื่อ หลายคนในชุมชนคริปโตเพิ่งรำลึกถึงวันที่ 10 ต.ค. 2025 ซึ่งมีสถานะถูกล้างพอร์ตไปกว่า $1.9 หมื่นล้านภายใน 24 ชั่วโมง ภาพแผนที่ตลาดสีแดงทั้งกระดานที่ Hailey LUNC XRP นำมาแชร์ แสดงให้เห็น BTC ติดลบกว่า 12% ส่วน Altcoin หลายตัวร่วงหนักกว่านั้นหลายเท่า ถ้าวันที่ตลาดพังแบบนี้มาพร้อมกับเว็บกระดานเทรดที่ล้มละลาย สิทธิเรียกร้องของคุณจะถูกตรึงไว้ที่ราคาของวันนั้นแบบเดียวกับลูกค้า FTX

กฎหมายล้มละลายไม่สนใจว่าคุณ “เป็นเจ้าของเหรียญ” มันสนใจแค่ว่าคุณ “มีสิทธิเรียกร้องมูลค่าเท่าไหร่ในวันยื่นล้มละลาย” และส่วนต่างระหว่างสองอย่างนี้คือเงินที่คุณอาจไม่มีวันได้เห็นอีก
ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมไม่ได้มีปัญหากับการที่ Netflix จะเล่า FTX เป็นเรื่องรัก ซีรีส์ก็คือซีรีส์ คนดูส่วนใหญ่รู้ว่ามันถูกแต่งเติม สิ่งที่ผมกังวลกว่าคือเรื่องเล่าที่ดูเหมือนข้อเท็จจริง อย่างประโยค “เหยื่อได้คืนครบบวกดอกเบี้ย” เพราะมันถูกแชร์ต่อโดยคนที่ไม่เคยถือเหรียญบน FTX และไม่เคยต้องกรอกพอร์ทัลเรียกร้องสิทธิแม้แต่หน้าเดียว
ตัวเลข 118% เป็นความจริงในหน่วยดอลลาร์ แต่การวัดความเสียหายของคนถือคริปโตด้วยดอลลาร์ปี 2022 ก็เหมือนการบอกคนที่บ้านถูกไฟไหม้ว่าได้ค่าประกันครบ โดยคิดจากราคาบ้านเมื่อสิบปีก่อน คนที่ได้ประโยชน์จริงจากเรื่องนี้คือกองทุนที่รู้กติกาดีกว่าลูกค้า ทนายที่เก็บค่าธรรมเนียมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ และผู้ซื้อที่ได้หุ้น Anthropic กับ SOL ไปในราคาที่วันนี้ดูเหมือนของแถม
และถ้าวันหนึ่งเรื่องเล่าว่า “ไม่มีใครเสียหาย” กลายเป็นเหตุผลให้ SBF ได้รับการอภัยโทษ ผมคิดว่านั่นจะเป็นข้อความที่อันตรายที่สุดที่วงการคริปโตเคยได้รับ เพราะมันจะบอกผู้บริหารเว็บกระดานเทรดรุ่นต่อไปว่า เอาเงินลูกค้าไปเสี่ยงได้ ขอแค่โชคดีพอให้ผู้บริหารทรัพย์สินจ่ายคืนในราคาวันที่พังก็พอ
สำหรับผู้อ่านที่ยังถือเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรด ผมไม่ได้บอกให้ขายหรือย้ายทั้งหมด แต่อยากให้ถามตัวเองสองข้อ ข้อแรก แพลตฟอร์มที่คุณใช้ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ ข้อสอง ถ้าแพลตฟอร์มนี้ล้มพรุ่งนี้ คุณพร้อมไหมที่จะได้ “เงินคืนครบ” แบบลูกค้า FTX ซึ่งอาจหมายถึงเหรียญเพียงหนึ่งในสี่ของที่เคยมี ถ้าคำตอบทำให้คุณนอนไม่หลับ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาทบทวนว่าเหรียญของคุณควรอยู่ที่ไหน
ภาพจาก AI

