<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ถอดบทเรียน Michael Marcus: 3 กฎเหล็กของนักเทรดผู้เปลี่ยนเงิน 900 ให้เป็น 2,500 ล้านบาท

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ถ้าบอกว่ามีคนเทรดเปลี่ยนเงินก้นถุง 900 บาท (30 ดอลลาร์) ให้กลายเป็น 2,503 ล้านบาท (80 ล้านดอลลาร์) ได้ภายในไม่ถึง 20 ปี หลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ Michael Marcus เขาคือคนที่ทำได้จริง และเขาคือตำนานที่เทรดเดอร์ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้

เคล็ดลับของเขาเรียบง่ายมาก นั่นคือ ‘การเทรดตามเทรนด์’ (Trend Following) หรือแค่ไหลไปตามตลาดนั่นแหละครับ แต่บอกก่อนว่าเส้นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ก่อนจะกลายมาเป็นเซียนในหนังสือระดับโลกอย่าง Market Wizards หรือเป็นอาจารย์ของ Bruce Kovner แกก็เคยถูก ‘ล้างพอร์ต’ หมดตัวมานับครั้งไม่ถ้วน 

จากคนที่เกือบจะไปเรียนต่อ ดร. ด้านจิตวิทยา แต่โชคชะตาถีบส่งให้มาเป็นพ่อมดการเงิน ประสบการณ์ความเจ็บปวดในอดีตสอนอะไรเขาบ้าง? และเขาปั้นพอร์ตหมื่นล้านด้วยกราฟเปล่าได้ยังไง? วันนี้ทาง Siamblockchain จะพาเพื่อน ๆ ไปถอดเคล็ดลับของชายคนนี้

ปรัชญาการเทรดของ Michael Marcus นั่นเปรียบเสมือนสูตรสำเร็จที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน โดยหัวใจสำคัญของเขาคือ การ “ตามเทรนด์” และการมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัด 

โดยเขาจะยึดคติที่ว่า ต้อง “ตัดขาดทุนให้เร็ว” เพื่อรักษาเงินทุน แต่เมื่อไหร่ที่เดาทางถูก เขาจะ “ปล่อยให้กำไรวิ่งไปให้สุด”  โดย Marcus เชื่อเสมอว่า หน้าที่ของนักเทรดไม่ใช่การพยายามเดาว่า จุดไหนคือจุดต่ำสุดหรือสูงสุด แต่คือการหา “คลื่น” หรือเทรนด์ที่แข็งแกร่งแล้วขึ้นไปนั่งบนนั้น เพื่อให้ตลาดพาเราไปสู่กำไร

สิ่งที่ทำให้ Michael Marcus แตกต่าง ไม่ใช่แค่การเข้าเร็ว แต่คือการเข้าเมื่อชัวร์ เขาเรียกจุดนี้ว่า ‘จุดที่ได้เปรียบสูงสุด’ โดยจะเข้าเทรดก็ต่อเมื่อ 3 ปัจจัยนี้สอดคล้องกันเท่านั้น

  •  1. Fundamental (ปัจจัยพื้นฐาน): วิเคราะห์ Demand & Supply ให้ขาด ว่าทิศทางลมในโลกความเป็นจริงกำลังส่งเสริมให้ราคาไปทางไหน 
  • 2. Technical (ปัจจัยทางเทคนิค): ใช้กราฟช่วยจับจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการ Breakout หรือใช้ Moving Average เพื่อยืนยันว่า Trend นั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆ  
  • 3. Market Tone (อารมณ์ตลาด): ข้อนี้คือทีเด็ด ให้สังเกตปฏิกิริยาของตลาดต่อข่าวสาร ตัวอย่างคลาสสิกคือ ‘เมื่อข่าวร้ายปรากฏ แต่กราฟไม่ยอมลง’  นี่คือสัญญาณกระทิงที่ชัดเจนที่สุดว่าตลาดยังมีแรงซื้อรับอยู่อย่างมหาศาล

สำหรับ Marcus แล้ว การเทรดที่ยอดเยี่ยมที่สุดไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่คือ การรอคอยวันที่ทั้งพื้นฐาน กราฟ และบรรยากาศของตลาด “เห็นตรงกัน” เพราะนั่นคือ ช่วงเวลาที่มีโอกาสชนะสูงที่สุดและทำกำไรได้มากที่สุด

กลยุทธ์การเข้าทำกำไรของ Michael Marcus เน้นความชัวร์มากกว่าความเร็ว โดยเขาจะรอให้ราคา เบรคทะลุกรอบแนวโน้มเพื่อพิสูจน์ว่า ราคาได้เลือกทิศทางที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยตามเข้าไป 

เมื่อเข้าเทรดแล้ว Marcus จะ “ถือครอง” ตราบเท่าที่แนวโน้มยังไม่เปลี่ยน พร้อมกับเลื่อนจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ขึ้นตามราคา เพื่อล็อคกำไรไว้เสมอ และไม้ตายสำคัญของเขาก็คือ การใช้กลยุทธ์ “พีระมิด”  หรือการเพิ่มขนาดเงินลงทุนเฉพาะในจังหวะที่ไม้แรกเริ่มมีกำไรแล้วเท่านั้น 

พูดง่าย ๆ คือ เขาจะเติมเงินเพิ่มเฉพาะในไม้ที่ “กำลังชนะ” โดยจะไม่ยอมถัวเฉลี่ยขาดทุน ไม่ดื้อดึง และไม่พยายามท้าทายตลาดแม้แต่นิดเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้จะเซียน แต่ Michael Marcus ได้พลาดจนได้รับบทเรียนราคาแพงมาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1971 และเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ตอนนั้นเขามีเงินเพียง 50 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,564 บาท และตัดสินใจ “ทุ่มหมดตัว” ในตลาดข้าวโพด เพราะเชื่อข่าวลือเรื่องโรคระบาดในทุ่งนา แต่โชคร้ายที่หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal กลับลงข่าวหักมุมว่า โรคระบาดในเมืองหนักกว่าในทุ่งข้าวโพด ส่งผลให้ราคาข้าวโพดร่วงดิ่งเหวรุนแรงจนตลาดสั่งระงับการซื้อขายชั่วคราว แต่แทนที่จะรีบตัดขาดทุน Marcus กลับยืนอึ้ง และ “ภาวนา” ให้ราคามันเด้งกลับมา 

สุดท้ายเขาถูกบังคับปิดโพซิชัน จนเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 8 ดอลลาร์ หรือประมาณ 250 บาท เหตุการณ์นี้ทำให้เขาซึ้งถึงสัจธรรมว่า การทุ่มสุดตัวในไม้เดียว โดยไม่มีแผนสำรองคือ ความหายนะที่แท้จริง

กราฟราคาข้าวโพด  แหล่งที่มา: xNUMX XTB

Michael Marcus  กล่าวว่า “นั่นคือวันที่ผมเรียนรู้ว่า การทุ่มทุกอย่างในไม้เดียว  มันอันตรายแค่ไหน”

กฎเหล็กที่ทำให้ Michael Marcus ยืนหยัดอยู่ได้นานกว่าใครในตลาด คือ การมีระบบป้องกันความเสี่ยงที่เข้มงวด โดย Michael Marcus วางกฎไว้ว่า “ห้ามเสี่ยงเกิน 5% ของพอร์ตในหนึ่งไม้” เพื่อป้องกันไม่ให้การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว กลายเป็นหายนะก้อนใหญ่

เขาย้ำเสมอว่า ต้องมีจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เตรียมไว้ทุกครั้งก่อนเริ่มเทรด และหากเริ่มรู้สึกว่า อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลหรือเริ่มไม่มั่นใจ ให้เลือกปิดออเดอร์แล้วออกไปพักผ่อนทันที เพราะสำหรับเขาแล้ว การ “แพ้เล็กน้อย” เป็นเรื่องปกติของอาชีพนักเทรด แต่การปล่อยให้ “แพ้หนัก” คือ การปิดฉากอาชีพนี้ทันที เนื่องจากถ้าคุณไม่รักษากำไรและเงินต้นเอาไว้ คุณจะไม่มีทุนเหลือพอ สำหรับไปทำกำไรคืนในโอกาสถัดไป

บทเรียนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดจาก Michael Marcus คือ การเตือนใจนักเทรดว่า “อย่าพยายามก็อปปี้สไตล์ของใคร”  เนื่องจากเขาให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้เขาจะรู้จักนักเทรดที่เก่งระดับโลกมากมาย แต่ถ้าฝืนไปเทรดตามคนเหล่านั้น เขาก็อาจจะล้มละลายได้ เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีขีดจำกัดที่ต่างกัน ทั้งในแง่ของความสามารถในการรับความเสี่ยง, ความอดทนต่อช่วงที่พอร์ตขาดทุน หรือแม้แต่ความนิ่งในการทนถือกำไรก้อนโต 

การลอกเลียนแบบคนอื่น โดยไม่เข้าใจตัวเอง จะทำให้คุณได้รับเพียง “ข้อเสีย” หรือความผิดพลาดของเขามา แต่คุณจะไม่ได้รับ “ข้อดี” หรือสัญชาตญาณเฉพาะตัวที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้

“ถ้าคุณก็อปคนอื่น คุณจะได้ข้อเสียเขามา  แต่ไม่ได้ข้อดี”

เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของ Michael Marcus เริ่มต้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเขาเข้าทำงานที่ Commodities Corporation ในช่วงทศวรรษ 1970 ภายใต้การดูแลของ Ed Seykota บิดาแห่งการเทรดตามเทรนด์ (Trend Following) ผู้เป็นตำนาน 

ด้วยวิชาที่ได้รับ บวกกับวินัยอันแรงกล้า ทำให้ Michael Marcus สามารถปั้นพอร์ตจากเงินเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย จนพุ่งทะยานสู่ 80 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นหนึ่งในนักเทรดที่ทำกำไรได้สูงสุดในยุคนั้น 

หลังจากประสบความสำเร็จในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Michael Marcus ก็ไม่ได้หยุด แต่ได้ต่อยอดความมั่งคั่งด้วยการนำเงินไปลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน การแพทย์ และธุรกิจสตาร์ทอัพที่โดดเด่นอย่าง Onnit ของลูกชายเขา (Aubrey Marcus) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง จนถูกยักษ์ใหญ่อย่าง Unilever ซื้อกิจการไปในปี 2021 สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Michael Marcus มีสายตาที่เฉียบคมทั้งในกระดานเทรด และโลกแห่งธุรกิจจริง

Michael Marcus เกิดในปี 1947 และเสียชีวิตลงในปี 2023 ด้วยวัย 75 ปี ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวการต่อสู้ที่น่าทึ่ง จากนักศึกษาเกียรตินิยมผู้เฉลียวฉลาด สู่มหาเศรษฐีระดับโลก

Michael Marcus ไม่ได้เป็นเพียงนักเทรดที่บ้าพลังกราฟ แต่ยังเป็นชายที่ยึดมั่นในความสงบทางจิตใจ โดยเขามักจะฝึกทำสมาธิแบบ Maharishi (Transcendental Meditation) เพื่อควบคุมอารมณ์ และสร้างสติท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงิน 

ซึ่งวินัยทางใจนี้เอง ที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาสามารถรับมือกับแรงกดดันมหาศาล และก้าวข้ามความล้มเหลวในช่วงแรกของชีวิต จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การเทรด

ที่มา : forexclub