Pantera Capital บริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำ ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ทิศทางตลาดคริปโตปี 2026 โดยระบุว่า ปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่มีความผิดปกติของวัฏจักรตลาด เนื่องจากราคาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานตามรอบปกติ แต่กลับได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรงจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยภายนอกอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้ง Bitcoin และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม
ทำไมปี 2025 ถึงแปลก

เริ่มกันที่ช่วงต้นปี ในขณะนั้นตรงกับการเข้าพิธีสาบานตนของทรัมป์ ซึ่งถัดมาได้ทำให้เกิดการ “ขายข่าว” sell-the-news ส่งผลทำให้ตลาดคริปโตย่อตัวรุนแรงหลังจากที่พุ่งขึ้นมาก่อนหน้า
ในเดือนถัดมา ตลาด Bitcoin ได้เห็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงท่ามกลางความคาดหวังของการตั้งทุนสำรอง Bitcoin ระดับประเทศของสหรัฐฯ และ การทำสงครามภาษีของทรัมป์ จนทำให้ Bitcoin ผันผวนหนักจนหลายคนกังวล
กลางปี มีการพูดคุยถึงเรื่องกฎหมาย GENIUS Act และบรรดาเหล่าบริษัทเช่น Bitmine เริ่มมีความคิดที่จะตั้งทุนสำรองคริปโตเป็นของตนเอง ทำให้ในช่วงนี้ราคา Bitcoin เริ่มทรงตัวและทำสถิติใหม่
อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 4 ที่ทุกคนคิดว่าจะเป็นขาขึ้นกับเจอเข้ากับเหตุการณ์ล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์ $2 หมื่นล้าน ในวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งนับแต่นั้นมาตลาดได้เกิดอาการช็อครุนแรงจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมายืนเหนือ $100,000 ได้อีกเลย
สุดท้าย Bitcoin ก็ปิดฉากปี 2025 ด้วยราคาที่ลดลง 6% ตามด้วย Ethereum ที่ลดลง 11% ในขณะที่ภาพรวมของเหรียญอื่นๆยกเว้น Bitcoin ดิ่งลงไปกว่า 60% มีเพียงโปรเจกต์ไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก มิหนำซ้ำค่าเฉลี่ยการขาดทุนยังสูงถึง 79% ทั่วทั้งตลาด
9 คำทำนายของปี 2026
มองไปยังอนาคตของปี 2026 ทาง Pantera ได้สรุปประเด็นออกมาเป็น 9 หัวข้อซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. Real-World Assets (RWA) จะพุ่งทะยาน
ข้อมูลล่าสุดจากกลางเดือนธันวาคม 2025 เผยให้เห็นว่ามูลค่าที่ถูกล็อค (TVL) ในตลาด RWA ได้ทะยานแตะ $1.6 หมื่นล้าน คิดเป็นสัดส่วนของ TVL ในวงการ DeFi ถึง 14%
Pantera มองว่า พันธบัตรรัฐบาลและสินเชื่อภาคเอกชนอาจเติบโตขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า ขณะที่หุ้นและส่วนของผู้ถือหุ้นในรูปแบบโทเคนมีแนวโน้มจะเติบโตได้เร็วยิ่งกว่า เมื่อมีการเปิดตัว “ข้อยกเว้นเพื่อนวัตกรรม” ภายใต้โครงการ Project Crypto ของ SEC
พวกเขาชี้ชัดว่า กลุ่มธุรกิจม้ามืด (คาร์บอนเครดิต, สิทธิในแร่ธาตุ หรือโปรเจกต์พลังงาน) จะกลายเป็นกระแสที่มาแรงมาก โดยกลุ่มธุรกิจนี้มักมีลักษณะเฉพาะที่สภาพคล่องยังกระจัดกระจาย แต่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วโลก และขาดมาตรฐานที่ชัดเจน ซึ่งตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบบล็อกเชนจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
2. AI จะเข้ามาปฏิวัติระบบความปลอดภัยบนบล็อกเชน
ในปี 2026 AI Security และการพัฒนาบล็อกเชนได้ก้าวหน้าขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งระบบตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์, การระบุตัวตนธุรกรรม Bitcoin ที่แม่นยำถึง 95% และการแก้บัคสมาร์ทคอนแทรคแบบทันที สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจพบช่องโหว่บนบล็อกเชนที่มีมูลค่าความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ได้ด้วยเวลาอันสั้น
Pantera มองว่าโลกกำลังเตรียมพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่ ‘ปัญญาประดิษฐ์ออนเชน’ ที่ตรวจสอบได้และมีความแน่นอน ซึ่ง AI เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่การบริหารจัดการแบบใช้ Smart Contract เพียงอย่างเดียว
ที่สำคัญเลยก็คือ AI สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดทางตรรกะ และตรวจพบการโจมตีได้ทันที พร้อมให้คำแนะนำในการแก้ไขบัคในทันใด พวกเขามองว่า “ยูนิคอร์น” ตัวถัดไปจะเป็นบริษัทความปลอดภัยบนบล็อกเชนแนวใหม่ที่จะเข้ามายกระดับความปลอดภัยให้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 100 เท่า
3. ตลาดพยากรณ์จะถูกแย่งกันเข้าซื้อกิจการ
ในระยะเวลาเพียงแค่ 10 เดือนภายในปี 2025 ตลาดพยากรณ์ เช่น Polymarket และ Kalshi กลับมีวอลุ่มการเทรดที่สูงถึง $2.8 หมื่นล้าน และในปัจจุบันแพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน
พวกเขามองว่าจะเกิดการเข้าซื้อกิจการมูลค่าสูงกว่า $1 พันล้านขึ้นในปี 2026 แต่จะไม่ใช่กับเจ้าตลาดอย่าง Polymarket หรือ Kalshi แต่จะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มขนาดเล็กกว่า เช่น DraftKings หรือ FanDuel แพลตฟอร์มเดิมพันผลกีฬาที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภูมิภาคที่ควรจับตาที่สุดในอนาคตคือตลาดของโซนเอเชียแปซิฟิค
Pantera อธิบายว่า แพลตฟอร์มที่ชนะในตลาดนี้คือผู้ที่สร้าง ‘ระบบขับเคลื่อนสภาพคล่อง’ หลังบ้าน พร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ตลาดอัจฉริยะในตัวที่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่าเงินกำลังซ่อนอยู่ที่ไหนและเพราะอะไร
4. AI จะกลายเป็นผู้ช่วยด้านคริปโต
ปัจจุบันการใช้งาน AI ในฝั่งของผู้บริโภคมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อใดก็ตามที่ระบบเหล่านี้สมบูรณ์จะยิ่งทำให้เกิดการบริโภคมากยิ่งขึ้น และประสบการณ์ที่ได้รับจะยิ่งเจาะจงถึงขีดสุดเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่ปรับแต่งมาเพื่อแต่ละบุคคล
แพลตฟอร์มอย่าง Surf.ai คือหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ Pantera มองว่าจะสามารถดึงดูดผู้คนตั้งแต่กลุ่มที่เริ่มสนใจคริปโตไปจนถึงนักเทรดมืออาชีพ ผ่านโมเดล AI ขั้นสูงที่ใช้งานง่าย, ชุดข้อมูลคริปโตที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ และระบบ ‘Agent’ ที่ช่วยจัดการขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนให้สะดวกรวดเร็ว 4 เท่า แต่ได้ข้อมูลที่เจาะลึกยิ่งกว่า
5. ธนาคารยักษ์ใหญ่กำลังเตรียมสร้างระบบ Stablecoin สำหรับชาติใน G7
ข้อมูลในปัจจุบันเผยว่ามีธนาคารยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่ง กำลังเริ่มศึกษาแนวทางในการออก Stablecoin สกุลเงินของชาติ G7 ร่วมกัน (สหรัฐฯ, แคนาดา, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น)
ขณะเดียวกันทางฝั่งของ EU ยังเริ่มมีการพิจารณาออก Stablecoin สกุลเงินยูโรด้วยเช่นกัน โดยทาง Pantera มองว่าในปี 2026 นี้จะมีบางโปรเจกต์ที่เริ่มออกดอกออกผลอย่างเห็นได้ชัด
6. Privacy, Payments, Perpetuals สามมิตรรัก
เทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวกำลังได้รับความนิยมในหมู่สถาบันการเงินเพราะสามารถปกปิดข้อมูลได้ ซึ่งสวนทางกับตลาดรายย่อยที่ยังมองไม่ค่อยเห็นประโยชน์ และช่องว่างนี้จะขยายตัวมากขึ้นในปี 2026
ถัดมาทางด้านของตลาด Stablecoin ในปัจจุบันได้มีมูลค่ามากขึ้นเป็นสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2023 ขยายตัวขึ้นทุกเดือนจนมีมูลค่าแล้วกว่า $3.1 แสนล้าน แต่การเติบโตนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นซึ่งภายในต้นปีหน้าตลาดนี้จะมีมูลค่ากว่า $5 แสนล้าน และ $2 ล้านล้าน ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สัญญา Perpetual Swap ปัจจุบันได้ครองส่วนแบ่งไปแล้วกว่า 78% ของปริมาณการซื้อขายอนุพันธ์คริปโตทั้งหมด และช่องว่างระหว่าง Perps กับ Spot Options ยังคงขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแรงส่งของ Perpetual จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแข็งแกร่งในปี 2026
7. ปีแห่งความอดทน หมดหวังรวยเร็ว
ขณะนี้ อุปทาน Bitcoin จำนวนกว่า 17.9% อยู่ในมือของบริษัท,กองทุน ETFs และ รัฐบาล นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้ 2026 จะไม่ใช่ปีของการจุดกระแสหรือปีของมีม แต่เป็นปีของการพักฐาน รอเวลาที่เงินจะไหลเข้ามาสร้างการใช้งานจริงๆ และคริปโตจะถูกผนวกเข้ากับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อไปท้าทายระบบการเงินหลัก
8. ปีทอง IPO บริษัทคริปโต
ในปีที่ผ่านมา มีบริษัทจำนวน 335 แห่งในสหรัฐฯได้ทำการเข้าเปิดตัวในตลาดหุ้น (IPO) เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 55% และมีบริษัทจำนวนหนึ่งทำธุรกิจด้านคริปโต เช่น Circle หรือ SPACS
Pantera มองว่า 2026 จะเป็นปีที่บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลทำการ IPO มากขึ้น ซึ่งทาง Coinbase ระบุว่ากว่า 76% ของบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสินทรัพย์แปลงโทเค็นเข้าไปในพอร์ตจำนวนกว่า 5%+ ซึ่ง Morpho ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของกรณีนี้
9. บริษัทคลังคริปโตจะไปต่อ
ย้อนกลับไปในปี 2021 มีบริษัทเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ถือครอง Bitcoin แต่ในอีก 4 ปีถัดมามีบริษัทจำนวนมากถึง 151 แห่ง ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ารวมกันกว่า $9.5 หมื่นล้าน และจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถัดจากนี้ทั่วทั้งโลก ส่วนใครที่ไม่ทำตามก็จะถูกเข้าซื้อหรือทิ้งไว้ข้างหลัง
สรุป
2026 จะเป็นปีที่โหดร้าย และจะมีการคัดสรรผู้เล่นในตลาดจนเหลือแค่ผู้ชนะตัวจริง ท่ามกลางราคาของ Bitcoin ที่อาจไม่ไปถึงฝั่งฝันแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะร่วงอย่างหนักเพราะมีปัจจัยพื้นฐานมากมายมาสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโตถัดจากนี้อาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามเหตุผลและทฤษฏีเดิมๆ อีกต่อไป เพราะปัจจัยภายนอกได้เข้ามามีผลอย่างมากในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการมาของนักลงทุนสถาบันที่ทำให้วัฏจักร 4 ปี ถูกตั้งคำถาม ในขณะที่ Bitcoin ยังคงถูกทอดทิ้งตามหลังสินทรัพย์อื่นทุกชนิดที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : Pantera

