จากเงินตั้งต้นเพียง 150,000 บาท สู่พอร์ตมูลค่า 12,000,000 บาท ภายในเวลาแค่ 2 ปี เรื่องราวของ “นัท” สาวนักเทรดฟิวเจอร์สชาวไทย กลายเป็นกรณีศึกษา และแรงบันดาลใจให้คนในตลาดไม่น้อย
เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก THUS The House of Traders ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์การเทรดของเธอ พร้อมเคล็ดลับการเทรด ที่เธออาศัยจังหวะการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคา Gold และ Silver ในสัปดาห์ก่อนหน้า จนพอร์ตเติบโตขึ้นถึง 80 เท่าจากมูลค่าเดิม หรือคิดเป็นกว่า 7,900%

สินทรัพย์หลักที่คุณนัทเลือกเทรดคือ Silver (แร่เงิน) เพราะมีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาที่แรง และนำหน้าทองคำ อีกทั้งยังทำ All Time High สูงสุดในรอบ 45 ปี
ซึ่งคุณนัทมองว่า การที่ราคาสามารถเบรกจุดสูงสุดที่ยาวนานขนาดนี้ได้ แปลว่ายังมีโอกาสไปต่อแรงๆ แม้หลายคนจะลังเล หรือเลือกดัก Short ตามสัญญาณทางเทคนิค
แต่คุณนัทกลับ “กล้าเล่นช่วง All Time High” เนื่องจากนักเทรดส่วนใหญ่มักรันเทรนด์ไม่เป็นในช่วงที่ราคาทำ High ต่อเนื่อง และนั่นคือเหตุผลที่คนพลาดโอกาสใหญ่
คุณนัทอธิบายว่า ช่วงนั้นคือหัวใจของการรันเทรนด์ เพราะราคาขึ้นโดยแทบไม่มีแนวต้าน ทำให้มีโอกาสเก็บกำไรเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งสินค้าตัวแรกที่เธอฝึกเทรดช่วง All Time High ก็คือทองคำ แม้ความรู้สึกตอนนั้นจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นอนไม่หลับ กังวล และต้องคอยเช็ก Position แทบตลอดเวลา เพราะต้องอดทนกับช่วงที่ราคาย่อและพักตัวก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างไม่ใช่แค่การอ่านกราฟ แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้มาเทรดตามเทรนด์ และเอาชนะใจตัวเองระหว่างการถือ Position จากการตั้งคำถามว่า ถ้าเก็บกำไรเล็กๆ น้อยๆ มันก็เหมือนขายของชำ แต่ถ้าจะเล่นให้รวย มันคืออีกเกมหนึ่ง
คุณนัทจึงเลิกโฟกัสการเทรดสั้นที่ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวัน แล้วหันมาฝึกการรันเทรนด์อย่างจริงจัง พร้อมยอมรับความจริงว่า “คนที่กลัวเสียเงิน ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เงินมากมาย จากการที่ตลาดเป็นเทรนด์”
ทั้งนี้มุมมองต่อการขาดทุนของคุณนัทก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เจ็บปวด กลายเป็นการยอมลด Position เมื่อผิดทาง แล้วรอเอาคืนตอนตลาดเป็นเทรนด์ หากยังเป็นขาขึ้นอยู่ก็เชื่อว่า สามารถเอากลับมาได้เสมอ แค่ตั้งสติแล้วเริ่มใหม่
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เธอไม่เคยมองข้ามคือ “การจดบันทึกการเทรด” เพราะช่วงที่พอร์ตเคยร่วงจาก 900,000 บาท กลับมาเหลือ 150,000 บาท คือ ช่วงที่เธอหยุดจดบันทึก และถ้าไม่กลับมาจดอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น พอร์ต 12 ล้านก็คงไม่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ คุณนัทยังแก้ปัญหาการเทรดคร่อมจังหวะด้วยแนวคิด Game of Timing จากการศึกษา Cycle ของแท่งเทียนทั้ง Daily และ Intermediate Cycle ของ Walter Bressert ทำให้เปลี่ยนจากการโฟกัส Price มาเป็น Time มากขึ้น
เนื่องจาก“แท่งเทียน” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับมือใหม่ เพราะมันบอกได้ว่าเราเหมาะกับ Timeframe ไหนจริงๆ หากบอกว่าเทรด Timeframe Week แต่ยังเข้าออกวันละหลายรอบ แบบนั้นก็ไม่สอดคล้องกับตัวเอง
คุณนัทเสริมว่า แต่ละ Timeframe มี Cycle ของมัน เธอจะจับต้นรอบของ Timeframe Week แล้วสวิงใน Timeframe Day ควบคู่กับการตั้งสมมติฐาน โดยมีแผน A B C ชัดเจน เช่น การฝัง Position รอเบรกขึ้น แต่ก็พร้อม Cut Loss หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด
สุดท้ายแล้ว เธอจัดลำดับ Mind, Body และ Method โดยให้ Method มาก่อน ตามด้วย Mind และ Body เน้นการเรียนรู้จากหนังสือและ YouTube อย่างมีระบบ
ซึ่งการที่เธอ การรู้จักตัวเอง รู้เท่าทันตัวเอง และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คือทักษะสำคัญที่สุดของการเป็นนักเทรด เพราะเราไม่มีทางได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ จากตัวตนเดิมๆ หากพฤติกรรมยังไม่สอดคล้องกับตลาด
เรื่องราวของคุณนัทก็ย้ำชัดว่า การปั้นพอร์ตไม่ใช่แค่เรื่องจังหวะหรือดวง แต่คือความกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง และยอมจ่ายบางอย่าง เพื่อผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่าในระยะยาว
ที่มา : facebook

