<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ยุค “ซ่อนเหรียญ” จบลงแล้ว! ญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ ประเดิมระบบตรวจสอบภาษีคริปโตอัตโนมัติปี 2026

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

พื้นที่สีเทาของนักเทรดสายหลบภาษีดูเหมือนว่ากำลังจะแคบลงเรื่อยๆ ในบางประเทศ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นมาเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศเริ่มเล็งใช้งานระบบจัดเก็บและส่งข้อมูลภาษีคริปโตเคอร์เรนซีแบบอัตโนมัติอย่างเป็นทางการภายใต้มาตรฐานสากลซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมีความโปร่งใสเทียบเท่ากับตลาดหุ้น

“DAC8” กฎบังคับแลกเปลี่ยนข้อมูลทั่ว EU

เนเธอร์แลนด์เดินหน้าตามคำสั่งของสหภาพยุโรป (EU) ที่ชื่อว่า DAC8 โดยกฎนี้บังคับให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดที่ดำเนินกิจการในเนเธอร์แลนด์ ต้องเก็บข้อมูลธุรกรรมและตัวตนของผู้ใช้อย่างละเอียด แล้วส่งรายงานให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ

รายงานฉบับแรกคาดว่าจะถูกส่งภายในเดือนมกราคม 2027 ให้กับทางสรรพากรเนเธอร์แลนด์ และจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ระหว่างประเทศสมาชิก EU ด้วยกันทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถปกปิดข้อมูลการถือครองเหรียญในกระเป๋าได้อีกต่อไป

ญี่ปุ่นยอมแลกถูกตรวจสอบเข้มเพื่อภาษีถูกลง

ด้านชาติตะวันออกอย่างญี่ปุ่นเองก็ไม่น้อยหน้า และได้เริ่มนำกรอบ CARF (Crypto-Asset Reporting Framework) ของ OECD มาใช้ เพื่อยกระดับความโปร่งใสในระดับสากล

แม้ระบบจะตรวจสอบเข้มขึ้นจนทำให้นักเทรดท้อใจ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้พิจารณาปรับโครงสร้างภาษีคริปโตใหม่จากเดิมที่เป็น “รายได้เบ็ดเตล็ด” ที่อาจโดนภาษีสูงถึง 55% ให้กลายเป็นภาษีคงที่ 20% แบบเดียวกับหุ้นและกองทุน เพื่อจูงใจให้คนกลับมาเทรดในระบบที่ถูกตรวจสอบได้

ทำไมนักลงทุนต้องจับตา?

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของระบบใหม่นี้คือการ “บังคับระบุตัวตนและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีตั้งแต่ตอนเปิดบัญชี หากใครไม่ให้ความร่วมมือ แพลตฟอร์มอาจถูกบังคับให้ระงับการทำธุรกรรมของคุณทันทีภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้

การเคลื่อนไหวของทั้งสองประเทศนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่มันคือการนำร่องของกลุ่มประเทศ G20 และสมาชิก Global Forum กว่า 50 แห่งที่เตรียมจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในปี 2027 ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์วันนี้ คือ “กระจกบานใหญ่” ที่สะท้อนว่าในอนาคตอันใกล้ การถือครองคริปโตจากทุกมุมโลกจะถูกเชื่อมโยงถึงกันหมด

ที่มาข้อมูล