สรุปข่าว
- จีนเปิดตัว “Gold ATM” ตู้เอทีเอ็มขายทองอัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ โดยบริษัท Kinghood Group โดยเครื่องจะเผาทองที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส ตรวจสอบน้ำหนักและความบริสุทธิ์ แล้วโอนเงินเข้าบัญชีภายใน 30 นาที
- ประชาชนจีนแห่ขายทองมรดกตกทอดเป็นแถวยาว โดยมีการจองคิวล่วงหน้าเต็มจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026
- เครื่องรับทองที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 กรัม และความบริสุทธิ์อย่างน้อย 50% คิดค่าบริการ 18 หยวนต่อกรัม (ประมาณ 86 บาท)
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
การที่จีนเปิดตัว Gold ATM ที่ทำให้ประชาชนสามารถขายทองได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น อาจส่งผลให้มีทองออกมาขายในตลาดมากขึ้นในระยะสั้น ซึ่งอาจกดดันราคาทองลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ในมุมกลับกัน การที่ประชาชนจีนแห่ขายทองในราคาสูง แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการ “ทำกำไร” และ “ล็อคกำไร” ซึ่งยืนยันว่าราคาทองอยู่ในระดับสูงจริงๆ และนี่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าทองยังคงมีมูลค่าและเป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ การที่มีเครื่องมือเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนเห็นว่าทองเป็นสินทรัพย์ที่สามารถ “สภาพคล่อง” ได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจดึงดูดให้มีคนซื้อทองมากขึ้นในระยะยาว
จีนเปิดตัว “Gold ATM” หรือตู้เอทีเอ็มขายทองอัตโนมัติครั้งแรกของโลก ณ ห้างสรรพสินค้า Global Harbour ในเซี่ยงไฮ้ ตามรายงานจาก Sixth Tone และ Gulf News เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเครื่องนี้พัฒนาโดยบริษัท Kinghood Group จากเซินเจิ้น สามารถรับซื้อทองโดยเผาทองที่อุณหภูมิสูงถึง 1,200 องศาเซลเซียส ตรวจสอบน้ำหนักและความบริสุทธิ์ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ขายภายใน 30 นาที โดยไม่ต้องทำเอกสารใดๆ เลย ท่ามกลางราคาทองที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประชาชนจีนแห่ขายทองมรดกตกทอดจนต้องเข้าคิวรอเป็นชั่วโมง โดยมีการจองคิวล่วงหน้าเต็มจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026
Gold ATM ทำงานอย่างไร?
เครื่อง Gold ATM นี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้:
กระบวนการทำงาน
- ใส่ทอง – ลูกค้าใส่ทอง (เครื่องประดับ เหรียญ หรือทองคำแท่ง) ที่มีน้ำหนักมากกว่า 3 กรัม และความบริสุทธิ์อย่างน้อย 50%
- เผาและตรวจสอบ – เครื่องเผาทองที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส และใช้เซนเซอร์ขั้นสูงตรวจสอบน้ำหนักและความบริสุทธิ์แบบเรียลไทม์
- คำนวณราคา – เครื่องเชื่อมต่อกับ Shanghai Gold Exchange เพื่อดึงราคาทองตลาดแบบเรียลไทม์
- โอนเงิน – หักค่าบริการ 18 หยวนต่อกรัม (ประมาณ 86 บาท) แล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทันที
- เสร็จสิ้น – กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
ประชาชนจีนแห่ขายทองมรดกตกทอด
ความนิยมของเครื่อง Gold ATM สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนจีนในการถือทอง:
วัฒนธรรมการถือทอง
- คนจีนนิยมซื้อทองเพื่อเก็บสะสมในโอกาสสำคัญ เช่น งานแต่งงาน การเกิดของเด็ก และแม้แต่งานศพ
- ทองมักถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเป็นมรดกตกทอด
- ตอนนี้ราคาทองพุ่งสูง ทำให้หลายคนตัดสินใจ “ทำกำไร” และเปลี่ยนทองเป็นเงินสด
ความต้องการสูงมาก
- คิวจองเต็มจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026
- ลูกค้ารอเข้าคิวเป็นชั่วโมง
- Kinghood Group วางแผนติดตั้งเครื่องกว่า 100 เครื่องทั่วเซี่ยงไฮ้
- ปัจจุบันมีเครื่องแล้วในเกือบ 100 เมืองทั่วจีน
ผู้เชี่ยวชาญแนะ “อย่าขายทอง”
ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าประชาชนจะแห่ขายทอง แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับแนะนำให้รอก่อน:
Xu Weixin จาก Shanghai Gold Association กล่าวว่า “ทองยังมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง ขับเคลื่อนโดยธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันที่เร่งซื้อทอง ผู้คนควรพิจารณาถือทองต่อไปถ้าเชื่อว่าราคาจะสูงขึ้นอีก”
ตัวแทนจำหน่ายจาก China Gold ระบุว่า “ราคารับซื้อทองของเราอยู่ที่ 98 ดอลลาร์ต่อกรัม และราคาขายทองคำเครื่องประดับ AU999 อยู่ที่ 116 ดอลลาร์ต่อกรัม แม้ราคาจะน่าสนใจ แต่ลูกค้ายังค่อนข้างเงียบในช่วงนี้”
ประเทศไทยจะมีหรือไม่?
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ประเทศไทยจะได้ใช้เทคโนโลยีนี้บ้างหรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า:
- คนไทยก็มีวัฒนธรรมการถือทองเช่นกัน
- ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดทองคำที่ใหญ่ในเอเชีย
- เทคโนโลยีนี้อาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทอง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่าผู้ประกอบการไทยจะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้หรือไม่
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า Gold ATM เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกด้านของชีวิต การที่ทองซึ่งเป็นสินทรัพย์โบราณสามารถซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น อาจทำให้ทองกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น และน่าสนใจมากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทและกฎหมายของไทย รวมถึงต้องมั่นใจว่าระบบมีความปลอดภัยและแม่นยำเพียงพอ เพราะทองเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบใหญ่ได้ สำหรับนักลงทุน การมีเครื่องมือเช่นนี้อาจทำให้การถือทองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็วเมื่อต้องการ
ที่มา: @sciencegirl

