<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Michael Saylor แนะนักลงทุน “หันมาพึ่ง Bitcoin แล้วหันหลังให้เงิน fiat”

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Saylor ประกาศชัดว่าเงินสด (fiat) ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะลำพังเงินยังเอาตัวเองไม่รอด ชี้ให้หันมาพึ่ง Bitcoin แทน
  • แม้ Strategy จะขาดทุนไม่เกิน 7 พันล้านดอลลาร์และ Bitcoin ร่วงกว่า 50% จากจุดสูงสุด แต่ Saylor ยืนยันจะไม่ขาย และจะซื้อ Bitcoin ทุกไตรมาสตลอดไป
  • Saylor มองว่าความผันผวนของ Bitcoin คือทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง โดยคาดว่า Bitcoin จะทำผลตอบแทนได้ 2-3 เท่าของ S&P 500 ในอีก 4-8 ปีข้างหน้า

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การที่ Michael Saylor ออกมาประกาศชัดว่าเงินสด (fiat) ไม่สามารถเอาตัวเองรอดได้และชี้ให้หันมาพึ่ง Bitcoin นั้นส่งสัญญาณเชิงบวกแรงต่อตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ Bitcoin ร่วงหนัก เพราะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าจากบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ ที่สำคัญคือ Saylor ไม่ได้แค่พูด แต่ลงทุนจริงโดย Strategy ถือ Bitcoin มากถึง 714,644 เหรียญ คิดเป็นกว่า 3.4% ของ Bitcoin ทั้งหมด แม้ขณะนี้จะขาดทุนกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ แต่เขายืนยันว่าจะไม่ขาย และจะซื้อเพิ่มทุกไตรมาสตลอดไป การที่ Strategy ซื้อเพิ่ม 1,142 BTC มูลค่า 90 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่ามกลางราคาที่ร่วง แสดงถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง นอกจากนี้ คำกล่าวที่ว่า Bitcoin จะทำผลตอบแทนได้ 2-3 เท่าของ S&P 500 ในอีก 4-8 ปีข้างหน้า ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะการที่เขามองว่าความผันผวนของ Bitcoin คือ “feature ไม่ใช่ bug” ซึ่งหมายความว่าความผันผวนสูงมาพร้อมกับผลตอบแทนสูง สำหรับตลาด การที่ผู้นำคิดอย่าง Saylor ยืนหยัดไม่ขายท่ามกลางความกดดันมหาศาล จะช่วยสร้างพื้นฐานความเชื่อมั่นและอาจเป็นสัญญาณว่าราคาใกล้จุดต่ำสุดแล้ว

Michael Saylor ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร Strategy ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเงิน fiat ไม่สามารถช่วยอะไรนักลงทุนได้ เพราะลำพังตัวมันเองยังเอาตัวเองไม่รอด และชี้ให้ทุกคนหันมาพึ่ง Bitcoin แทน จากข้อมูลของ CNBC และ CoinDesk คำกล่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ Bitcoin ร่วงกว่า 50% จากจุดสูงสุดที่ $126,000 มาอยู่ที่ราคาประมาณ $66,000-$69,000 และ Strategy เองก็กำลังขาดทุนที่ประมาณ 2.24 แสนล้านบาท จากการถือ Bitcoin

ไม่ขายแม้ขาดทุน ยืนกรานซื้อตลอดไป

ในการสัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ของ CNBC เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ Saylor กล่าวชัดเจนว่า “ความกังวลที่ว่า Strategy จะถูกบังคับให้ขาย Bitcoin นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ เราจะไม่ขาย เราจะซื้อ Bitcoin ทุกไตรมาสตลอดไป”

ที่น่าสนใจคือ Strategy เพิ่งซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,142 เหรียญมูลค่า 90 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,880 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในราคาเฉลี่ย $78,815 ต่อเหรียญ ท่ามกลางตลาดที่กำลังร่วง ทำให้ปัจจุบัน Strategy ถือ Bitcoin ทั้งหมด 714,644 เหรียญ คิดเป็นกว่า 3.4% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่มีในโลก โดยซื้อมาด้วยเงินรวม 5.435 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.74 ล้านล้านบาท) ที่ราคาเฉลี่ย $76,037 ต่อเหรียญ

ความผันผวนคือ Feature ไม่ใช่ Bug

Saylor อธิบายว่าความผันผวนของ Bitcoin คือทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในเวลาเดียวกัน โดยเขากล่าวว่า “มันมีความผันผวนสูงกว่าทุนแบบดั้งเดิมอย่างทองคำ หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ประมาณ 2-4 เท่า แต่มันก็ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 2-4 เท่าเช่นกัน มันคือสินทรัพย์ทุนระดับโลกที่มีประโยชน์ที่สุด คุณสามารถใช้ leverage กับมันได้มากกว่า และเทรดมันได้หลากหลายวิธีมากกว่าสินทรัพย์ทุนอื่น ๆ ดังนั้นความผันผวนคือทั้ง bug และ feature”

เมื่อถูกถามว่าถ้า Bitcoin ร่วง 90% ใน 4 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร Saylor ตอบอย่างสบาย ๆ ว่า “เราก็จะรีไฟแนนซ์หนี้ แค่เดินหน้าต่อไป” เขาอธิบายว่า Strategy มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายเงินปันผลและชำระหนี้ได้มากกว่า 2.5 ปี โดยไม่ต้องขาย Bitcoin เลย

Bitcoin จะเอาชนะ S&P 500

แม้ Saylor จะไม่คาดการณ์ราคาในระยะสั้น แต่เขามั่นใจว่าในระยะยาว Bitcoin จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า S&P 500 อย่างชัดเจน โดยเขากล่าวว่า “ผมไม่ทำนายราคาในช่วง 12 เดือน แต่ผมคิดว่า Bitcoin จะทำผลตอบแทนได้ 2-3 เท่าของ S&P 500 ในอีก 4-8 ปีข้างหน้า และผมคิดว่านั่นคือสิ่งเดียวที่เราต้องรู้”

นอกจากนี้ เขายังเรียก Bitcoin ว่าเป็น “digital capital” หรือเงินทุนดิจิทัล ที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศกว่าเงินสดธรรมดา โดยเฉพาะในยุคที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเสื่อมค่าอย่างต่อเนื่อง

CEO ยืนยัน Bitcoin ต้องลงไปถึง $8,000 ถึงจะมีปัญหา

Phong Le CEO ของ Strategy ออกมาสนับสนุนคำกล่าวของ Saylor โดยระบุว่า Bitcoin จะต้องร่วงไปถึง $8,000 และอยู่ในระดับนั้นเป็นเวลา 5-6 ปี ถึงจะเป็นภัยมหันต์ต่อหนี้แปลงสภาพของ Strategy ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีฐานที่แข็งแกร่งมาก

ปัจจุบัน Strategy มีหนี้รวม 8.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.62 แสนล้านบาท) แต่มีเงินสด 2.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.36 หมื่นล้านบาท) และที่สำคัญคือหนี้ส่วนใหญ่เป็น convertible notes ที่มีดอกเบี้ยต่ำและไม่มี margin call ดังนั้นแม้ Bitcoin จะร่วงหนัก บริษัทก็ไม่ถูกบังคับให้ขาย


ในความเห็นของผู้เขียน คำกล่าวของ Michael Saylor ที่ว่า “เงินเอาตัวเองไม่รอด” นั้นตรงไปตรงมาและสะท้อนความเป็นจริง เพราะในระบบเงินเฟียตปัจจุบัน ธนาคารกลางพิมพ์เงินอย่างไม่หยุด ทำให้กำลังซื้อของเงินเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ ที่น่าชื่นชมคือ Saylor ไม่ได้แค่พูด แต่ลงมือทำจริงโดยยืนหยัดไม่ขายแม้ขาดทุนกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ และยังซื้อเพิ่มอีก 1,142 เหรียญท่ามกลางตลาดที่ร่วง นี่แสดงถึงความมั่นใจอย่างแรงกล้า ที่สำคัญคือคำอธิบายที่ว่าความผันผวนคือทั้ง “bug และ feature” นั้นมีเหตุผล เพราะสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย คาดว่าในอนาคต Strategy จะยังคงซื้อ Bitcoin ต่อไปทุกไตรมาสตามที่ Saylor ประกาศ และการที่ Bitcoin ต้องร่วงไปถึง $8,000 ถึงจะมีปัญหา แสดงว่าบริษัทมี buffer ที่แข็งแกร่งมาก สำหรับนักลงทุน การที่คนอย่าง Saylor ยืนหยัดไม่หวั่นไหวอาจเป็นสัญญาณว่าราคาใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และอาจเป็นโอกาสดีในการสะสม แต่ต้องระวังว่าความผันผวนยังสูงมาก ดังนั้นควรลงทุนเท่าที่เสียได้และมองระยะยาวอย่างน้อย 4-8 ปีตามที่ Saylor แนะนำ

ที่มา: CNBC, CoinDesk, Yahoo Finance, The Street