<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

กูรูเตือน! AI คือหายนะทำธนาคารเจ๊ง ดัน Bitcoin รับอานิสงส์พุ่งยาว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Arthur Hayes ชี้ว่าการร่วงลงของ Bitcoin เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดจากปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแย่งงานมนุษย์
  • ปัญหาหนี้เสียจากคนตกงานจะลามสู่วิกฤตธนาคารและบีบให้เฟดต้องพิมพ์เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อพยุงระบบ
  • แม้ระยะสั้นราคาอาจร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนควรรอจังหวะเฟดอัดฉีดเงินซึ่งจะเป็นเชื้อเพลิงให้ราคาพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

การคาดการณ์เรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบของธนาคารกลางจะเป็นปัจจัยบวกหลักที่ผลักดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงให้พุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติเดิมในระยะยาว

Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX และกูรูฝีปากกล้าแห่งวงการคริปโต ได้ออกมาส่งคำเตือนครั้งสำคัญผ่านบทความล่าสุดของเขา โดยชี้ว่าการที่ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 52% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ลงมาเหลือระดับ 67,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่กำลังบอกเราว่า หายนะทางเศรษฐกิจจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังจะอุบัติขึ้น และจะนำไปสู่วิกฤตธนาคารครั้งใหญ่

Bitcoin คือสัญญาณเตือนไฟไหม้ของสภาพคล่องโลก

ในบทความชื่อ This Is Fine ของเขา Hayes ให้เหตุผลว่า การที่ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวสวนทางกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง เป็นเครื่องยืนยันบทบาทของ Bitcoin ในฐานะ สัญญาณเตือนไฟไหม้ด้านสภาพคล่องของโลก ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ยังคงทรงตัวได้ แต่ Bitcoin กลับดิ่งลงเหว ซึ่ง Hayes มองว่าตลาดคริปโตกำลังตอบสนองต่อเหตุการณ์ การทำลายล้างสินเชื่อ หรือ Credit Destruction ครั้งมโหฬารที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นยังไม่ทันตั้งตัวหรือยอมรับความจริงนี้

Hayes เขียนระบุว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อปริมาณสินเชื่อในระบบได้ไวที่สุด การที่ Bitcoin แยกตัวออกจาก Nasdaq ในช่วงนี้ คือเสียงไซเรนที่ดังลั่นว่าหายนะทางการเงินกำลังมาเยือน

หายนะจาก AI แย่งงานมนุษย์

โมเดลจำลองสถานการณ์ของ Hayes วาดภาพอนาคตที่น่ากลัว โดยเขาประเมินว่าหาก AI เข้ามาแทนที่แรงงานทักษะ หรือ Knowledge Workers ในสหรัฐฯ เพียงแค่ 20% ของจำนวนทั้งหมด 72.1 ล้านคน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบ้านมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 557,000 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขความเสียหายนี้มีความรุนแรงประมาณครึ่งหนึ่งของวิกฤตการเงินปี 2008 แต่ผลกระทบจาก AI นี้จะรวดเร็วและรุนแรงพอที่จะทำลายธนาคารระดับภูมิภาคให้พังพินาศ และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องงัดมาตรการ พิมพ์เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ออกมาเพื่ออุ้มระบบ

เจ็บก่อน รวยทีหลัง

Hayes มองว่า ภาวะเงินฝืด เป็นเรื่องแย่สำหรับเศรษฐกิจ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อสภาพคล่องอย่าง Bitcoin ในระยะยาว ขั้นตอนจะเป็นไปตามลำดับคือ ตลาดจะรับรู้ข่าวร้ายและร่วงลงก่อน จากนั้นเมื่อเหล่าผู้คุมกฎการเงินเริ่มตื่นตระหนก พวกเขาก็จะกดปุ่มเครื่องพิมพ์เงิน รัวยิก ยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นมา

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายอีกอย่างคือ การที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับ Bitcoin ที่ร่วงลง ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่านักลงทุนกำลังหนีความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: รอสัญญาณ All-Clear

Hayes เชื่อมั่นว่า ทันทีที่ Fed เข้าแทรกแซงด้วยมาตรการสภาพคล่องฉุกเฉิน เหมือนกับที่เคยทำตอนวิกฤตธนาคารล้มเมื่อเดือนมีนาคม 2023 ราคา Bitcoin จะดีดตัวกลับอย่างรุนแรงจากจุดต่ำสุด และความคาดหวังเรื่องการพิมพ์เงินอย่างต่อเนื่องจะผลักดันให้ราคาพุ่งทะยานไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ New High ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ราคา Bitcoin อาจร่วงลงได้อีก และมีโอกาสหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองอาจทำให้การตัดสินใจช่วยเหลือของ Fed ล่าช้าออกไป คำแนะนำของเขาสำหรับนักลงทุนคริปโตในตอนนี้คือ ให้ถือเงินสดไว้ หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage และ รอจนกว่า Fed จะส่งสัญญาณไฟเขียว ว่าถึงเวลาแล้วที่จะทิ้งเงินกระดาษไร้ค่า และกระโจนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบ้าคลั่ง


ทฤษฎีการเชื่อมโยงผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่อภาคการเงินเป็นมุมมองที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในยุคปัจจุบัน แม้การคาดการณ์เรื่องวิกฤตธนาคารจะดูรุนแรงแต่มีเหตุผลรองรับในเชิงโครงสร้างหนี้ การรอจังหวะที่นโยบายการเงินกลับมาผ่อนคลายหรือมีการพิมพ์เงินรอบใหม่ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจมหภาคมากที่สุดในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง

ที่มา: coindesk