สรุปข่าว
- ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6-3 สั่งยกเลิกมาตรการกำแพงภาษีนำเข้าของทรัมป์ ส่งผลให้ความกังวลด้านการค้าคลี่คลายและหนุนตลาดหุ้นให้พุ่งขึ้น
- ตัวเลขเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วง หลัง GDP ไตรมาส 4 ชะลอตัวเหลือ 1.4% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งแตะ 3.0% สร้างความกดดันต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟด
- ดัชนี S&P 500 ยังคงแกว่งตัวในกรอบสะสมพลัง โดยมีด่านสำคัญที่ต้องทะลุให้ได้คือแนวต้านบริเวณ 6,900 จุดเพื่อยืนยันการไปต่อ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การยกเลิกกำแพงภาษีถือเป็นผลบวกโดยตรงต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและผลักดันให้ดัชนีเดินหน้าทดสอบแนวต้านสำคัญ แม้จะมีแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็ตาม
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งมาอยู่ที่ระดับ 6,893.61 จุด (บวก 31.72 จุด หรือ 0.46%) หลังจากแกว่งตัวผันผวนตลอดทั้งวัน โดยสามารถพลิกฟื้นจากการติดลบในช่วงแรกและทะยานขึ้นไปพร้อมกับดัชนี Nasdaq ในขณะที่ดัชนี Dow Jones ก็พุ่งแรงกว่า 550 จุดก่อนจะย่อตัวลงมา ปัจจัยหลักที่พลิกบรรยากาศตลาดให้กลับมาคึกคักคือข่าวใหญ่ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติยกเลิกมาตรการกำแพงภาษีนำเข้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประเด็นนี้ช่วยดึงความสนใจของนักลงทุนออกจากตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังในช่วงต้นชั่วโมงซื้อขายไปจนหมด
ศาลสูงสุดเบรกนโยบายภาษีทรัมป์
ด้วยมติ 6 ต่อ 3 ศาลสูงสุดชี้ขาดว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ปี 1977 ในการสั่งเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบจักรวาล จอห์น โรเบิร์ตส์ หัวหน้าคณะตุลาการได้ระบุในคำวินิจฉัยว่า ตัวบทกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตั้งกำแพงภาษีกับทุกประเทศหรือทุกสินค้าอย่างไร้ขีดจำกัด
ผลของคำตัดสินนี้ทำให้มาตรการภาษีที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ซึ่งรวมถึงภาษีที่เก็บจากจีน แคนาดา เม็กซิโก ตลอดจนมาตรการภาษีตอบโต้ครั้งใหญ่ในวัน “Liberation Day” ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อต้นเดือนเมษายน 2025 และครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาษีที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับอื่น เช่น มาตรา 232 ที่ครอบคลุมกลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และยานยนต์ จะยังคงมีผลบังคับใช้ตามเดิม แต่ถึงกระนั้น คำตัดสินนี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลให้กับภาคธุรกิจนำเข้า และเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นทันทีรับข่าวดี
เศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาเงินเฟ้อดื้อดึง
แม้ตลาดจะตอบรับเชิงบวกกับข่าวของศาลสูงสุด แต่ภาพรวมเศรษฐกิจกลับยังมีปัจจัยที่น่ากังวลซ่อนอยู่ ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่าตัวเลขการเติบโตของ GDP ไตรมาส 4 ชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.4% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5% และลดลงฮวบฮาบจากระดับ 4.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักส่วนหนึ่งมาจากการชัตดาวน์ของรัฐบาลที่ยืดเยื้อทำสถิติถึง 43 วัน ซึ่งบั่นทอนการเติบโตไปราว 1%
นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานประจำเดือนธันวาคมก็ยังคงเป็นปัญหา โดยปรับตัวขึ้น 0.4% ดันให้อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งไปแตะ 3.0% ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวแต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ถือเป็นโจทย์ยากสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลขยับสูงขึ้นเพื่อตอบรับความซับซ้อนนี้
มุมมองทางเทคนิค S&P 500 ติดแนวต้านสำคัญ
ในมุมมองทางเทคนิค กราฟของดัชนี S&P 500 ยังคงแกว่งตัวสะสมพลัง อยู่ในกรอบมาตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยแนวรับด้านล่างยังคงทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง แรงซื้อที่เข้ามาจากประเด็นกำแพงภาษีช่วยผลักดันให้ดัชนีพุ่งเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 6,900 จุด แต่ก็ยังไม่สามารถทะลุผ่านไปได้อย่างเด็ดขาด ทิศทางของตลาดในระยะสั้นมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางขาขึ้น ทว่าความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นปัจจัยกดดัน การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่รอบต่อไปจึงขึ้นอยู่กับว่าดัชนีจะสามารถฝ่าด่าน 6,900 จุดและปิดเหนือกรอบสะสมพลังนี้ได้หรือไม่
การที่ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวกลับขึ้นมาเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเลือกที่จะให้น้ำหนักกับข่าวดีเรื่องการยกเลิกภาษีมากกว่าข่าวร้ายจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนี S&P 500 ยังไม่สามารถทะลุแนวต้าน 6,900 จุดขึ้นไปได้ บ่งบอกว่าตลาดยังคงมีความระมัดระวังแฝงอยู่ การพุ่งขึ้นรอบนี้อาจเป็นการตอบรับข่าวดีในระยะสั้น หากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสถัดไปยังคงชะลอตัวและเงินเฟ้อไม่ยอมลดลงตามเป้า เฟดก็อาจต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดไว้ต่อไป ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นในระยะยาว
