อียูสั่งเบรกข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ ผวาภาษีทรัมป์ ทุบ BTC ร่วงก่อนเด้งกลับมายืน 66,000 ดอลลาร์

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สหภาพยุโรประงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากต้องการความชัดเจนต่อนโยบายการตั้งกำแพงภาษีนำเข้า 15 เปอร์เซ็นต์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
  • ข่าวความตึงเครียดด้านนโยบายการค้าระดับโลกส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง โดยราคาบิตคอยน์ร่วงลงกว่า 5 เปอร์เซ็นต์จนหลุดระดับ 65,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.08 ล้านบาท ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับพยุงราคาขึ้นมาที่ระดับ 66,000 ดอลลาร์ หรือราว 2.11 ล้านบาทได้สำเร็จ
  • เหตุการณ์ดิ่งลงอย่างรวดเร็วในรอบนี้ทำให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะฝั่งซื้อของนักเทรดคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 434 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.38 หมื่นล้านบาท

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าอยู่ตรงกลางระหว่างความตื่นตระหนกและแรงรับซื้อ แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาจะสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ปิดรับความเสี่ยงและกระตุ้นให้เกิดแรงเทขาย แต่การที่ราคาบิตคอยน์สามารถดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ 66,000 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่ายังมีกลุ่มทุนหรือเจ้ามือที่รอจังหวะดักช้อนซื้อของถูกอยู่เบื้องหลัง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อสหภาพยุโรปประกาศระงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงทางการค้าปี 2025 กับสหรัฐอเมริกาอย่างกะทันหัน การตัดสินใจครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนในนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแผนจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึงอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์ซึ่งครอบคลุมสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของยุโรป เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความตื่นตระหนกให้กับตลาดทุนทั่วโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซี

ความตื่นตระหนกทุบตลาดคริปโตร่วงหนักก่อนกลับ

การประกาศนโยบายกีดกันทางการค้าที่แข็งกร้าวและสร้างความสับสนของผู้นำสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดสภาวะเทขายหนีตายในหมู่นักลงทุน ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวดังกล่าวด้วยการดิ่งลงอย่างหนัก โดยราคาบิตคอยน์ร่วงลงไปเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์จนทะลุแนวรับสำคัญที่ 65,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.08 ล้านบาท การทิ้งตัวลงอย่างฉับพลันนี้ส่งผลให้มีนักเทรดฝั่งซื้อถูกล้างพอร์ตไปกว่า 434 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1.38 หมื่นล้านบาทท่ามกลางความผันผวนของตลาด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ราคาดิ่งลงไปลึกได้ไม่นาน ก็เกิดแรงดักช้อนซื้อกลับคืนมาอย่างรวดเร็วจนดันราคาให้เด้งกลับขึ้นมายืนป้วนเปี้ยนอยู่ที่ระดับ 66,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.11 ล้านบาทได้อีกครั้ง ซึ่งพฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าระดับราคานี้ยังคงเป็นโซนแนวรับที่มีนัยสำคัญทางจิตวิทยาสำหรับนักลงทุนรายใหญ่

ผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากผลกระทบต่อราคาคริปโตแล้ว ความขัดแย้งด้านนโยบายภาษียังสร้างความปั่นป่วนให้กับการวางแผนธุรกิจของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ออกมาประเมินว่า หากข้อพิพาททางการค้ายังคงยืดเยื้อและลุกลาม อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกปรับตัวลดลงได้ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่สะดุดลงและการชะลอตัวของเม็ดเงินลงทุนใหม่

กระแสเงินทุนย้ายฐานและทิศทางต่อไป

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันหลักไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานของคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่นักลงทุนโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อไปหลบภัยในทองคำ แม้ราคาจะเริ่มทรงตัวได้ แต่หากตลาดยังคงซึมซับความสับสนของนโยบายภาษีนี้ต่อไป อาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งไม่ให้ราคากลับไปเป็นขาขึ้นได้อย่างเต็มที่


โดยสรุปแล้วความขัดแย้งทางนโยบายระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปในครั้งนี้เปรียบเสมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของแนวรับบิตคอยน์ ในมุมมองของผู้เขียนเชื่อว่าตราบใดที่ราคายังสามารถรักษาฐานที่ 66,000$ เอาไว้ได้ ตลาดก็ยังมีลุ้นที่จะสร้างกรอบการสะสมพลังเพื่อไปต่อ แต่หากมีความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้ภาษีที่รุนแรงออกมาเพิ่มเติม นักลงทุนก็ควรเผื่อใจไว้สำหรับการปรับฐานที่ลึกกว่าเดิม

ที่มา: @CoinDesk