Mastercard จับมือ MetaMask เปิดตัวบัตรเดบิตคริปโตทั่วสหรัฐฯ ครอบคลุม 49 รัฐแล้ว

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Mastercard และ MetaMask เปิดตัว MetaMask Card อย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ครอบคลุม 49 รัฐ รวมถึงนิวยอร์ก หลังทดลองนำร่องมากว่า 2 ปี
  • บัตรนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้จ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงจาก Self-Custodial Wallet ของตัวเองได้ที่ร้านค้าต่าง ๆ โดยไม่ต้องโอนผ่านกระดานเทรด
  • นี่คือก้าวสำคัญของการนำคริปโตเข้าสู่ระบบชำระเงินกระแสหลัก ซึ่งอาจเร่งการยอมรับในชีวิตประจำวันมากขึ้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่บัตร MetaMask เชื่อมต่อกับเครือข่าย Mastercard และขยายสู่ 49 รัฐของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณบวกสำหรับการยอมรับคริปโตในชีวิตประจำวัน เพราะทำให้ผู้ใช้งานนับล้านสามารถใช้จ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลได้เหมือนบัตรธรรมดา ยิ่งมีคนใช้งานคริปโตจริง ความต้องการในตลาดก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ตามรายงานจาก Cointelegraph และ CoinDesk เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 Mastercard และ MetaMask ได้เปิดตัว MetaMask Card อย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุม 49 รัฐ รวมถึงนิวยอร์กเป็นครั้งแรก หลังจากผ่านช่วงทดลองใช้งานมาเป็นเวลากว่า 2 ปี บัตรดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาใช้จ่ายได้โดยตรงจาก Self-Custodial Wallet หรือกระเป๋าเงินที่ผู้ใช้ควบคุมกุญแจเองโดยไม่ต้องพึ่งพากระดานเทรด ถือเป็นการเชื่อมโลกคริปโตเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกระแสหลักของ Mastercard ที่รับรองได้ในร้านค้าทั่วไปทั้งออนไลน์และออฟไลน์

ใช้คริปโตจ่ายของได้แล้ว โดยไม่ต้องขายผ่านกระดานก่อน

จุดเด่นที่ทำให้ MetaMask Card แตกต่างจากบัตรคริปโตทั่วไปคือการที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องโอนเหรียญไปพักที่กระดานเทรดก่อนแล้วค่อยถอนมาใช้ แต่สามารถใช้จ่ายจาก Self-Custodial Wallet ได้โดยตรง หมายความว่าเจ้าของยังถือกุญแจและควบคุมสินทรัพย์ของตัวเองตลอดเวลา ซึ่งตอบโจทย์ปรัชญา “Not your keys, not your coins” ที่ชุมชนคริปโตให้ความสำคัญมาก การชำระเงินจะผ่านเครือข่ายของ Mastercard ทำให้รับรองได้ในร้านค้าที่รับบัตร Mastercard ทุกแห่งทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า MetaMask เคยเพิ่มช่องทางการซื้อขายคริปโตใหม่และเตรียมรองรับ Apple Pay มาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า MetaMask มีแผนขยายการเข้าถึงมาอย่างต่อเนื่อง และการจับมือกับ Mastercard ครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน

ทำไมนิวยอร์กถึงสำคัญ และอะไรทำให้รอนานถึง 2 ปี

นิวยอร์กเป็นรัฐที่มีกฎระเบียบด้านคริปโตเข้มงวดที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะระบบใบอนุญาต BitLicense ที่ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องหลีกเลี่ยงรัฐนี้มาโดยตลอด การที่ MetaMask Card สามารถเปิดให้บริการในนิวยอร์กได้จึงถือเป็นสัญญาณว่าพวกเขาผ่านกระบวนการด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาอย่างครบถ้วนแล้ว ส่วนที่ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในช่วงทดลองใช้งานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความซับซ้อนในการเชื่อมระบบ Blockchain กับโครงสร้างพื้นฐานบัตรเดบิตแบบดั้งเดิม รวมถึงการจัดการเรื่องภาษีและการปฏิบัติตามกฎหมายในแต่ละรัฐ

การขยายบริการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถาบันการเงินใหญ่หลายแห่งต่างเร่งเดินหน้าด้านคริปโต ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า Morgan Stanley มูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ประกาศแผนเปิดบริการเทรด Bitcoin พร้อมบริการสินเชื่อและรับฝากสินทรัพย์ ซึ่งบ่งชี้ว่ากระแสการนำคริปโตเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักกำลังเร่งตัวขึ้นในหลายแนวรบพร้อมกัน

ผลกระทบต่อวงการคริปโตและสิ่งที่ต้องจับตา

MetaMask เป็นกระเป๋าเงินคริปโตที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกรายหนึ่ง การที่ผู้ใช้งานจำนวนมากสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริงโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อน จะช่วยลดอุปสรรคด้านการใช้งาน (Barrier to Entry) ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือการจัดการภาษีในสหรัฐฯ เพราะทุกครั้งที่ใช้บัตรจ่ายของ ถือว่าเป็นการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจเกิดภาระภาษีกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gains Tax) ตามกฎหมายของ IRS ด้วย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าตื่นเต้นมากในแง่ของ Adoption จริง ๆ เพราะการได้เห็น MetaMask ซึ่งเป็น Wallet ที่คนในวงการคริปโตใช้กันอยู่แล้ว จับมือกับ Mastercard แล้วบอกว่า “ใช้เหรียญในกระเป๋าจ่ายข้าวได้เลย” มันคือสิ่งที่หลายคนรอมานาน แต่ที่ต้องระวังคือเรื่องภาษี เพราะในสหรัฐฯ การรูดบัตรแต่ละครั้งคือการขายเหรียญ แปลว่าต้องบันทึกกำไรขาดทุนทุกรายการ ซึ่งยุ่งมากสำหรับคนที่ใช้ซื้อของบ่อย ๆ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือบัตรนี้จะรองรับเหรียญอะไรบ้าง และจะขยายมาเอเชียหรือยุโรปได้เร็วแค่ไหน ถ้าขยายได้กว้าง นี่อาจเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดของวงการคริปโตในปีนี้เลย