สรุปข่าว
- อินเทอร์เน็ตในอิหร่านร่วงลงเหลือเพียง ~1-4% ของระดับปกติ หลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยประชากร 88 ล้านคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่สามารถสื่อสาร รับข้อมูล หรือทำธุรกรรมออนไลน์ได้
- ชาวอิหร่านประมาณ 15 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 6 ของจำนวนประชาชกรใช้คริปโต โดยชาวอิหร่านเก็บ Bitcoin ไว้ในกระเป๋าส่วนตัวเพื่อป้องกันรัฐบาลอายัดทรัพย์
- แม้แต่ Bitcoin ก็มีข้อจำกัดสำคัญ เมื่ออินเทอร์เน็ตดับ Bitcoin ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน สหรัฐฯ เคยลักลอบนำเครื่อง Starlink เข้าอิหร่านหลายพันเครื่อง แต่รัฐบาลอิหร่านสั่ง บุกค้นบ้านยึด Starlink ทุกเครื่อง และผู้ครอบครองอาจโดนจำคุก 6 เดือน-10 ปี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
เรื่องนี้ไม่กระทบราคา Bitcoin โดยตรง แต่เป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดว่าทำไม Bitcoin และเทคโนโลยี Decentralized ถึงมีความสำคัญ เมื่อรัฐบาลสามารถ “ปิดเงิน” และ “ปิดอินเทอร์เน็ต” ของประชาชนได้ คนจะแสวงหาทางเลือกที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ ซึ่งคือ Bitcoin
ภาพที่น่าสะเทือนใจที่สุดของสงครามครั้งนี้ไม่ใช่ภาพระเบิดหรือขีปนาวุธ แต่คือ กราฟของ NetBlocks ที่แสดงกราฟอินเทอร์เน็ตอิหร่านที่ร่วงลงเกือบเป็นศูนย์ ทำให้คนอิหร่าน 88 ล้านคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่สามารถติดต่อครอบครัว เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือทำธุรกรรมทางการเงินได้
Blackout ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “ปิดอินเทอร์เน็ต” มันคือ “ตัดขาดทุกอย่าง”
สื่อ Foreign Policy รายงานว่า การ shutdown ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่อินเทอร์เน็ต แต่ มือถือ, SMS, และแม้แต่ Starlink ก็ถูกบล็อก เมื่อบริการภายในประเทศบางส่วนกลับมา รัฐบาลยัง ลบฟีเจอร์ comment/chat ออกจากเว็บไซต์ข่าวและตลาดออนไลน์ เพื่อป้องกันการสื่อสารทุกรูปแบบ
รัฐบาลอิหร่านกำลังพัฒนา “Barracks Internet” ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีสัญญชาติจีน ซึ่งจะอนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่ผ่านการตรวจสอบเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโลกได้ ประชาชนทั่วไปจะเข้าถึงได้เฉพาะเว็บไซต์ที่รัฐบาลอนุมัติเท่านั้น โดยแผนนี้มีกำหนดเสร็จ ก่อนเมษายน 2026
Bitcoin ช่วยชาวอิหร่านได้จริงหรือ?
ข้อมูลจาก Chainalysis ระบุว่าชาวอิหร่านประมาณ 15 ล้านคนใช้คริปโต โดยระบบนิเวศมีมูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูล on-chain แสดงชัดว่าในช่วงประท้วงในเดือน ธันวาคม 2025 ถึงมกราคม. 2026 ก่อนอินเทอร์เน็ตดับ การถอน Bitcoin จากกระดานเทรดไปยังกระเป๋าคริปโตส่วนตัวพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยชาวอิหร่านย้ายทรัพย์สินเข้า self-custody เพราะรู้ว่ารัฐบาลอาจอายัดบัญชีธนาคารและกระดานเทรดได้ตลอดเวลา
CoinDesk รายงานว่าอิหร่านยังเป็น ศูนย์กลาง Bitcoin mining ที่สำคัญ โดยรัฐบาลออกใบอนุญาตให้ขุด Bitcoin ด้วยไฟฟ้าราคาถูก แลกกับการขาย Bitcoin ให้ธนาคารกลาง หากสงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า Hash rate จากอิหร่านจะลดลง แต่เครือข่าย Bitcoin ทั่วโลกจะปรับตัวได้
แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่ออินเทอร์เน็ตดับ Bitcoin ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน Bitcoin มีความสามารถ “Censorship-resistant” แต่ไม่ “Blackout-resistant” ซึ่งถ้าคุณไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ คุณก็ไม่สามารถส่ง Bitcoin ได้ แม้จะถือ private keys อยู่ก็ตาม
ผู้เขียนมองว่าสถานการณ์อิหร่านคือ Case study ที่คอยย้ำว่า “ทำไมต้องมี Bitcoin” แม้ในตอนนี้ ชาวอิหร่าน 15 ล้านคนที่ถือ Bitcoin ในกระเป๋าส่วนตัวจะไม่สามารถใช้งานได้ตอนอินเทอร์เน็ตดับ แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ Bitcoin ของพวกเขาก็ยังอยู่ครบ ไม่เหมือนเงินฝากธนาคารที่อาจถูกอายัดหรือเสื่อมมูลค่าลง
ที่มา: NetBlocks, Chainalysis, CoinDesk, Foreign Policy, Wikipedia, CryptoSlate

