สรุปข่าว
- ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน สงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อเครือข่าย Bitcoin น้อยมาก เพราะสัดส่วนกำลังการขุดของอิหร่านมีไม่ถึง 1% ของโลก
- ข้อมูล On-chain โต้ข่าวลือโซเชียล พบค่า Hashrate ยังทรงตัวและทำจุดสูงสุดใหม่ สวนทางกับคำขู่เรื่องเหมืองล่มสลาย
- ตรวจพบแรงเทขายและโอนเงินออก (Outflows) จากกระดานเทรดอิหร่านพุ่ง 700% สะท้อนการใช้คริปโตเพื่อหนีภัยสงครามของผู้ใช้งานจริง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ข่าวสงครามจะสร้างความผันผวนระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานด้านความมั่นคงของเครือข่าย Bitcoin ยังคงแข็งแกร่ง ข่าวลือเรื่อง Supply Shock จากการปิดเหมืองในอิหร่านดูจะเป็นเพียง FUD (Fear, Uncertainty, and Doubt) ที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะทุบราคาได้จริง ในทางกลับกัน ยอดการใช้งานที่พุ่งสูงในพื้นที่ขัดแย้งกลับตอกย้ำคุณค่าของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่อิงกับรัฐบาล
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิหร่าน กระแสข่าวลือบนโลกโซเชียลมีเดียได้สร้างความหวาดวิตกให้กับนักลงทุนคริปโต โดยมีการปั่นกระแสว่าสงครามครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำลังการขุด (Hashrate) ของ Bitcoin ทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเทขายเหรียญครั้งมโหฬารเพื่อหนีตาย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเหมืองขุดได้ออกมาเบรกความตื่นตระหนกนี้ทันควัน Wolfie Zhao หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ TheMinerMag ให้สัมภาษณ์กับ Decrypt โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ในอิหร่านแทบจะไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับเครือข่าย Bitcoin เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าสงครามอาจทำให้เกิดไฟดับและกระทบต่อเหมืองขุดในพื้นที่บ้าง แต่เมื่อเทียบสเกลแล้ว ผลกระทบนี้ถือว่า “จิ๊บจ๊อย” มากหากเทียบกับเหตุการณ์กวาดล้างเหมืองขุดในจีนเมื่อปี 2021
ก่อนหน้านี้ มีการโพสต์ข้อความแพร่สะพัดบน X (Twitter) เตือนว่าหากระบอบการปกครองของอิหร่านล่มสลาย อาจทำให้กำลังการขุดทั่วโลกหายไปถึง 5% เครื่องขุดกว่า 4 แสนเครื่องจะจอดับ และ Bitcoin มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จะถูกเทขายออกมาถล่มตลาด แต่ Ethan Vera ผู้บริหารจาก Luxor Technology ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่าสัดส่วนกำลังการขุดของอิหร่านในปัจจุบันน่าจะต่ำกว่า 1% ของทั่วโลกด้วยซ้ำ ต่อให้เหมืองในอิหร่านปิดตัวลงทั้งหมด ก็แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเครือข่ายหรือเวลาในการสร้างบล็อกเลย
ข้อมูลจาก CoinWarz ยืนยันคำพูดของผู้เชี่ยวชาญ โดยพบว่าค่า Hashrate ของ Bitcoin ยังคงแข็งแกร่ง โดยอยู่ที่ระดับประมาณ 986 EH/s ในช่วงที่เกิดการโจมตีระลอกแรก และพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.136 ZH/s (Zettahash) ในวันที่ 1 มีนาคม ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย ซึ่งสวนทางกับข่าวลือที่ว่าจะเกิดการล่มสลายของระบบขุด
สิ่งที่น่าจับตามองจริงๆ กลับไม่ใช่เรื่องเหมืองแตก แต่เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ข้อมูลจาก Elliptic บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน พบว่ามีเม็ดเงินคริปโตไหลออกจาก Nobitex ซึ่งเป็นกระดานเทรดสัญชาติอิหร่าน พุ่งสูงขึ้นถึง 700% ภายในไม่กี่นาทีหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าชาวอิหร่านกำลังใช้คริปโตเป็นทางรอดในการขนย้ายทรัพย์สินหนีจากความไม่แน่นอนทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการเทขายเพื่อทุบตลาดตามข่าวลือ
ที่มา: decrypt
นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “Social Media Panic” ที่มักจะเกิดขึ้นในยามวิกฤต ข้อมูลที่ถูกส่งต่อกันว่าเหมืองอิหร่านจะถล่มตลาดนั้นดูเกินจริงไปมากเมื่อกางตัวเลขดู สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือปฏิกิริยาของประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งที่หันมาพึ่งพาคริปโตทันทีที่เกิดภัยสงคราม ตัวเลข Outflow 700% คือหลักฐานชั้นดีว่า Bitcoin ทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) และเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเมื่อระบบการเงินดั้งเดิมหรือเสถียรภาพของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอน
