bitkub-banner

Polymarket ชี้โอกาสผ่าน Clarity Act พุ่งกว่า 70% หลัง Trump หนุนเต็มตัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Polymarket ชี้โอกาสที่ Clarity Act จะถูกลงนามเป็นกฎหมายในปี 2026 พุ่งขึ้นแตะ 72% เพิ่มขึ้น 7% ในช่วงเวลาสั้น
  • แรงหนุนหลักมาจาก Trump ที่ออกมาผลักดัน Clarity Act อย่างเปิดเผย ส่งสัญญาณชัดว่าทำเนียบขาวพร้อมสนับสนุนกรอบกฎหมายคริปโตฉบับนี้
  • ต้องติดตามว่ากระบวนการนิติบัญญัติในสภาคองเกรสจะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน และตัวเลข Polymarket จะยังคงสูงต่อเนื่องหรือไม่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ Trump หนุน Clarity Act อย่างเปิดเผยและโอกาสผ่านกฎหมายพุ่งสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณบวกชัดเจนสำหรับตลาดคริปโต เพราะ Clarity Act จะช่วยสร้างกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้อุตสาหกรรม ลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่กดดันตลาดมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจาก Polymarket เป็นเพียงการคาดเดาของตลาด ยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย

ในช่วงเช้าวันที่ 4 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตลาดทำนายผล Polymarket บันทึกโอกาสที่ Clarity Act จะถูกลงนามเป็นกฎหมายในปี 2026 พุ่งขึ้นแตะระดับ 72% เพิ่มขึ้นกว่า 7% ในช่วงเวลาสั้น ตามรายงานจาก Cointelegraph แรงหนุนสำคัญมาจากการที่ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาผลักดัน Clarity Act อย่างเปิดเผย ส่งสัญญาณให้ตลาดเห็นว่าทำเนียบขาวพร้อมสนับสนุนกฎหมายกรอบกำกับดูแลคริปโตฉบับสำคัญนี้อย่างจริงจัง Clarity Act ถือเป็นร่างกฎหมายที่มุ่งสร้างกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ และหากผ่านได้จริงจะถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดของวงการคริปโตในแง่ความชัดเจนด้านกฎหมาย

กราฟแสดงโอกาสการผ่านของ Clarity Act บน Polymarket ที่พุ่งขึ้นไปถึง 72% หลังจาก Trump สนับสนุน โดยข้อมูลมาจากวันที่ 1 มกราคม 2027
กราฟแสดงโอกาสการผ่านของ Clarity Act บน Polymarket ที่พุ่งขึ้นไปถึง 72% หลังจาก Trump สนับสนุน โดยข้อมูลมาจากวันที่ 1 มกราคม 2027 (ภาพจาก: @Cointelegraph)

Clarity Act คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Clarity Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act เป็นร่างกฎหมายที่มุ่งแบ่งแยกอำนาจกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ สำนักงานกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทต่าง ๆ ให้ชัดเจน พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ว่าโทเคนใดจัดเป็นหลักทรัพย์ และโทเคนใดจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทคริปโตจำนวนมากในสหรัฐฯ ดำเนินธุรกิจได้ยากเพราะความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ

หาก Clarity Act ผ่านได้จริง จะเปิดทางให้บริษัทและโปรเจกต์คริปโตสามารถดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น รวมถึงดึงดูดเม็ดเงินสถาบันที่ยังลังเลอยู่ให้เข้ามาในตลาดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ประธาน CFTC Mike Selig เน้นย้ำว่ากฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตต้องผ่านสภา เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยั่งยืนในระยะยาว

Trump หนุนเต็มตัว สัญญาณอะไรที่ตลาดต้องจับตา

การที่ Trump ออกมาสนับสนุน Clarity Act อย่างเปิดเผยครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าแค่คำพูดทางการเมืองทั่วไป เพราะในฐานะประธานาธิบดี Trump มีอำนาจกดดันพรรคพวกในสภาคองเกรสให้เร่งผลักดันร่างกฎหมายได้โดยตรง ทำให้โอกาสที่ Clarity Act จะผ่านสภาและถูกลงนามในปี 2026 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลข 72% จาก Polymarket สะท้อนมุมมองของนักลงทุนและผู้ที่ติดตามสถานการณ์จำนวนมากที่เชื่อว่าเส้นทางกฎหมายฉบับนี้เริ่มชัดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า Polymarket เป็นเพียงตลาดทำนายผลที่รวบรวมความเห็นของผู้เข้าร่วม ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่แน่นอน กระบวนการนิติบัญญัติในสภาคองเกรสยังมีหลายขั้นตอนที่อาจล่าช้าหรือสะดุดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคยังร้อนแรง นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังได้รายงานว่า รัฐบาล Trump กำลังใช้คำสั่งบริหารและนโยบาย Stablecoin เพื่อขับเคลื่อนนโยบายคริปโต ควบคู่ไปกับการรอผล Clarity Act ในสภา สะท้อนให้เห็นว่าทำเนียบขาวไม่ได้วางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว

ภาพรวมด้านกฎระเบียบคริปโตสหรัฐฯ ตอนนี้เป็นอย่างไร

ในสัปดาห์เดียวกัน สัญญาณบวกด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ ทยอยออกมาหลายข่าว ทั้งประธาน CFTC ที่ประกาศจะออกนโยบายฟิวเจอร์แบบต่อเนื่อง (Perpetual Futures) สำหรับคริปโตในอีกไม่กี่สัปดาห์ รวมถึงคดีที่ศาลตัดสินยกฟ้อง Uniswap ในคดีโทเคนหลอกลวง ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณว่าสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ กำลังปรับตัวเอื้ออำนวยต่อวงการคริปโตมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่ Clarity Act มีโอกาสผ่านสูงถึง 72% จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้ภาพรวมนโยบายคริปโตสหรัฐฯ ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณบวกที่มีน้ำหนักจริง ๆ ไม่ใช่แค่ข่าวลือ เพราะการที่ Trump ออกมาพูดเองอย่างเปิดเผยหมายความว่าทีมงานในทำเนียบขาวคงประเมินแล้วว่ามีแนวโน้มผ่านได้ ไม่งั้นคงไม่เอาหน้าไปเสี่ยง สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงนี้คือตัวเลข Polymarket ว่าจะยังอยู่เหนือ 70% ต่อไปหรือไม่ และการโหวตในคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสจะออกมาอย่างไร ถ้า Clarity Act ผ่านได้จริงในปีนี้ อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ใหญ่ที่สุดสำหรับคริปโตสหรัฐฯ ในรอบทศวรรษเลยก็ว่าได้