สรุปข่าว
- คลิปวิดีโอของนักประวัติศาสตร์ เจียง เสวี่ยฉิน ได้กลับมาเป็นไวรัลหลังจากที่เขาทำนายสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน ได้ล่วงหน้าเกือบ 2 ปี
- เสวี่ยฉิน มองว่าสหรัฐฯจะปิดเกมอิหร่านไม่ได้และต้องส่งทหารเข้าไปติดกับดัก จนทำให้ต้องยอมเจรจาเหมือนตอนสงครามเวียดนาม
- เขาเผยว่าสงครามนี้มีมหาอำนาจหลายฝ่ายกำลังแก่งแย่งกันเป็นผู้ปกครองภูมิภาค และทรัมป์เองก็มีศัตรูภายในประเทศ
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
คลิปวิดีโอของ เจียง เสวี่ยฉิน (Jiang Xueqin) นักประวัติศาสตร์ชาวจีน-แคนาดาที่เผยแพร่ไว้ตั้งแต่ปี 2024 กลับมาเป็นกระแสไวรัลอีกครั้ง หลังทำนายการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ และอิหร่านได้อย่างแม่นยำ โดยเขาคาดการณ์ว่าแม้สหรัฐฯ จะเปิดฉากถล่มทางอากาศอย่างหนักหน่วง แต่สุดท้ายจะติดหล่มใน กับดักอิหร่าน ซึ่งจะนำไปสู่อีกหลายเหตุการณ์ในอนาคต
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คลิปวิดีโอคลิปหนึ่งได้ถูกนำกลับขึ้นมาพูดถึงจนเป็นกระแสอีกครั้ง หลังมีนักวิชาการทำนายการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่วงหน้าถึง 2 ปีได้ถูกต้อง และยังมีการระบุชัดอีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
Jiang Xueqin นักประวัติศาสตร์ชาวจีน-แคนาดา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2024 ได้ทำการเผยแพร่คลิปลงบน Youtube ซึ่งเป็นการคาดการณ์ว่า “ทรัมป์” จะชนะการเลือกตั้งและเปิดศึกกับอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันการวิเคราะห์ของเขาล้วนแล้วแต่เป็นจริงแล้วทั้งหมด
นอกจากการคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว หนึ่งสิ่งที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจคือ สงครามนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไรซึ่งคุณ เจียง เสวี่ยฉิน ได้อธิบายการวิเคราะห์ของเขา อย่างละเอียดเป็นฉากๆ
คำทำนายสงคราม
ในช่วงแรกของสงคราม เสวี่ยฉิน มองว่าสหรัฐฯ จะทำการแสดงแสนยานุภาพอันแข็งแกร่งบุกถล่มอิหร่านจนย่อยยับ แสดงศักยภาพที่เหนือชั้นทางทะเลและอากาศจนดูเหมือนว่าชัยชนะจะเป็นที่การันตีแล้ว แต่อเมริกาจะไม่สามารถปิดศึกนี้ได้
เมื่ออิหร่านไม่ยอมจำนน สหรัฐฯ อาจส่งทหารราบประมาณ 100,000 นาย เข้าสู่พื้นที่ทางใต้ของอิหร่านเพื่อมุ่งสู่เตหะราน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของกับดัก เนื่องจากอิหร่านมีภูมิประเทศเป็น “ป้อมปราการภูเขา” ที่ซับซ้อน ซึ่งการจะยึดครองประเทศที่มีประชากร 90 ล้านคนได้นั้น ตามหลักนิยมทหารดั้งเดิมต้องใช้กำลังพลมหาศาลถึง 3-4 ล้านนาย ไม่ใช่เพียงหลักแสนที่สหรัฐฯ ส่งไป
ปัญหาที่เลวร้ายที่สุดคือ การส่งกำลังบำรุงทหารสหรัฐฯ ที่บุกเข้าไปจะถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ซึ่งรถถังไม่สามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก และอากาศยานที่พยายามส่งเสบียงหรือกระสุนจะตกเป็นเป้าสายตาและถูกยิงตกได้ง่ายด้วยโดรนหรืออาวุธราคาถูกในสายตาของอิหร่าน ทหารอเมริกันเหล่านี้ไม่ใช่ผู้พิชิต แต่คือตัวประกันจำนวนมหาศาลที่ติดอยู่ในหล่มสงคราม ซึ่งอิหร่านเองก็จงใจล่อให้สหรัฐฯ บุกเข้ามาเพื่อทำลายอิทธิพลของอเมริกาในตะวันออกกลาง
เมื่อสถานการณ์เริ่มย่ำแย่ ทรัพยากรของสหรัฐฯถูกสงครามอิหร่านถูกสูบไปเป็นจำนวนมาก ทรัมป์จะเปิดไพ่ตาย ขู่อิหร่านด้วยการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการไปขอร้องให้ ปูติน (รัสเซีย) ที่เป็นพันธมิตรออกมาช่วย และตอนนั้นเองปูตินจะสวมบทบาทฮีโร่ โต้กลับทรัมป์ว่า ถ้าสั่งยิงเขาก็จะทำการโต้กลับคนที่ใช้นิวเคลียร์ ทำให้เกิดสภาวะการห้ามใช้นิวเคลียร์จากทุกฝ่ายเพราะไม่อยากให้สถานการณ์เลยเถิด
การแทรกแซงนี้จะบีบให้สหรัฐฯ ต้องติดอยู่กับสงครามตามแบบแผนที่ตนเองเสียเปรียบ เนื่องจากขาดกำลังพลและ ขีดความสามารถในการผลิตอาวุธ ที่ถูกย้ายฐานการผลิตไปยังจีนเกือบหมดแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายคือสหรัฐฯ จะติดอยู่ในสภาวะความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้เพราะเสียดายทรัพยากรที่ลงไป จนกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อไม่ต่างจากเวียดนาม อันเป็นที่มาของชื่อคลิปนี้ว่า “Iran Trap”
เกมของมหาอำนาจ
ในคลิปถัดๆมา เสวี่ยฉิน ได้อัปเดตทฤษฏีของเขาเพื่อคาดการณ์ว่า สาเหตุ และ ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำสงครามครั้งนี้จะตกเป็นของฝ่ายไหน
เสวี่ยฉินระบุว่า การทำสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคู่กรณี 2 ประเทศ แต่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก และแบ่งเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่ ทรัมป์, จักรวรรดิอเมริกา, อิหร่าน, อิสราเอล, รวมถึงซาอุฯ
เริ่มต้นกันที่แรงจูงใจของประเทศในตะวันออกกลางก่อน สำหรับอิหร่านแล้วเป้าหมายสูงสุดของประเทศคือการ เป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลาง เหนือกว่าอิสราเอล, ซาอุฯ และกลุ่มประเทศมุสลิม เช่นเดียวกับซาอุฯ ที่ก็อยากจะเหนือกว่าอิหร่าน
อย่างไรก็ตามในฝั่งของอิหร่าน พวกเขาแทบไม่มีโอกาสชนะสหรัฐฯ ได้เลยในการรบเต็มรูปแบบ แต่การชนะอเมริกาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความชอบธรรมและอำนาจในภูมิภาค พวกเขาจึงจะเลือกใช้วิธีในการล่อทหารให้เข้ามาติดกับ และเจรจาเพื่อสงบศึกแทนโดยที่อิหร่านจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ
ด้านอิสราเอลเองถึงแม้จะจับมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในการต่อกรกับอิหร่าน แต่เสวี่ยฉิน มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงของอิสราเอลคือ การปลดแอกตัวเองออกจากอำนาจของอเมริกา และต้องหาวิธีทำให้อเมริกาต้องถอนทหารออกจาตะวันออกกลางทั้งหมด ซึ่งไม่มีวิธีอะไรดีไปกว่าการยืมมือหลอกใช้ให้สหรัฐฯ ส่งทหารเข้ามายังอิหร่านเพื่อพ่ายแพ้ราบคาบ ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นโปรเจกต์ลับในการเป็นผู้ปกครองตะวันออกกลางตัวจริง ไม่ใช่การทำให้สหรัฐฯเข้าไปยึดอำนาจในอิหร่านด้วยชัยชนะ
ล้มอำนาจมืดในสหรัฐฯ
เสวี่ยฉิน อธิบายว่าถึงจะมีธงเดียวกันแต่สหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้สองขั้วอำนาจนั่นคือ “จักรวรรดิอเมริกา” หรือกลุ่มขั้วอำนาจเก่า (Elite) และ กลุ่มทรัมป์ ที่ต้องการล้างขั้วอำนาจดังกล่าวทิ้ง
ทางฝั่งของจักรวรรดิอเมริกา (สหรัฐฯไม่ยอมรับว่าสถานะตนเองในปัจจุบันคือจักรวรรดิ) มีแรงจูงใจในสงครามครั้งนี้คือ การปิดสงครามด้วยความเสียหายน้อยที่สุด รวมไปถึงการโค่นล้มอิสราเอล ผ่านการใช้อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง เงินตรา และโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งฝ่ายนี้เป็นฝ่ายเดียวที่ไม่อยากให้มีการส่งทหารราบเข้าไปยังอิหร่าน
กลับกัน ทรัมป์ แม้จะเป็นคนอเมริกันแต่กลับมีความต้องการส่งทหารไปแพ้ในอิหร่าน เพื่อสร้างความชอบธรรม เป็นการลดอำนาจ Elite ที่จ้องจะเล่นงานเขา และต่ออายุวาระอำนาจให้กับตนเอง เป้าหมายของทรัมป์ไม่ใช่ ชัยชนะ การส่งทหารมีขึ้นเพื่อสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ ซึ่งจะนำมาสู่ “สงครามกลางเมือง” ทั้งในอิหร่านและสหรัฐฯ เพราะประชาชนจะเกิดความแตกแยกรุนแรงซึ่งในปัจจุบันเริ่มส่อแววให้เห็นแล้ว
อย่างไรก็ตาม เสวี่ยฉิน ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดสงครามกลางเมืองแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ แต่เขาเคยได้ออกมาพูดว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

