สรุปบทความ
- ระบบ mBridge ที่ ธปท. ร่วมพัฒนากับจีน ฮ่องกง และ UAE ประมวลผลธุรกรรมข้ามพรมแดนไปแล้วกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ โดย 95% เป็นหยวนดิจิทัล
- ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อข้ามดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตรง สะท้อนเทรนด์ de-dollarization ที่กำลังเร่งตัว
- เทรดเดอร์ไทยที่ถือ stablecoin สกุลดอลลาร์อย่าง USDT/USDC ควรตระหนักว่าสกุลเงินที่อ้างอิงอาจอ่อนค่าลงในระยะยาว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
การที่ระบบ mBridge เติบโตอย่างรวดเร็วและ BRICS+ เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้ามดอลลาร์ สะท้อนความเสี่ยงระยะยาวของการถือสินทรัพย์ที่ผูกค่ากับดอลลาร์ รวมถึง stablecoin ที่เทรดเดอร์ไทยนิยมถือ แม้ไม่ใช่ภัยเฉพาะหน้า แต่ทิศทางเป็นขาลงสำหรับอำนาจของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองโลก
$55,000 ล้าน ไหลผ่านระบบที่ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์แม้แต่เซ็นต์เดียว

ขณะที่เทรดเดอร์ไทยนั่งเฝ้าจ้องกราฟ Bitcoin และถกเถียงกันว่า USDT จะหลุด peg หรือไม่ มีระบบการเงินระหว่างประเทศตัวหนึ่งที่ทำงานเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลัง ประมวลผลธุรกรรมข้ามพรมแดนไปแล้วกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ โดย 95% ของยอดทั้งหมดเป็นหยวนดิจิทัล ระบบนั้นชื่อว่า mBridge และหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
อ่านให้ดีอีกครั้ง ธนาคารกลางของประเทศไทยกำลังร่วมมือกับจีน ฮ่องกง และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อ “ข้าม” ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตรง แล้วคุณยังมั่นใจกับ stablecoin สกุลดอลลาร์ที่ถืออยู่จริง ๆ หรือ?
mBridge คืออะไร ทำไมคนไทยควรสนใจ

mBridge เป็นโครงการ CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน พัฒนาร่วมกันระหว่างธนาคารกลาง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางจีน (PBoC), ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA), ธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CBUAE) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) โดยระบบนี้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ในแต่ละประเทศส่งเงินหากันโดยตรงบนบล็อกเชนแบบ permissioned โดยไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT และไม่ต้องแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อน
พูดง่าย ๆ คือ mBridge ทำให้ประเทศ A โอนเงินให้ประเทศ B ได้ทันที ในสกุลเงินของตัวเอง โดยไม่ต้อง “ผ่าน” ดอลลาร์เลย นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีหรือ whitepaper บนเว็บ นี่คือระบบจริงที่ทำงานจริง ประมวลผลเงินจริง
ตัวเลข 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ บอกอะไรเรา
Bomba นักวิเคราะห์บน X ชี้ให้เห็นว่า “BRICS+ เพิ่งยกระดับขึ้นอีกขั้น ระบบ CBDC อย่าง mBridge ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์ โดย 95% เป็นหยวนดิจิทัล ข้ามระบบดอลลาร์อย่างชัดเจนเพื่อการค้าข้ามพรมแดนในกลุ่มตลาดเกิดใหม่”

ภาพจากโพสต์ดังกล่าวแสดงธงชาติของ 5 ประเทศ BRICS หลัก ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ บนพื้นหลังแผนที่โลก สะท้อนให้เห็นว่าระบบนี้ไม่ได้มีแค่จีนเล่นคนเดียว แต่เป็นเครือข่ายข้ามทวีปที่กำลังขยายตัว
ตัวเลข 55,000 ล้านดอลลาร์อาจฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณธุรกรรม SWIFT ที่อยู่ระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ทิศทาง” ไม่ใช่ขนาด เมื่อ 3 ปีก่อน ยอดธุรกรรม mBridge ยังเป็นศูนย์ วันนี้มันประมวลผลหมื่นล้านดอลลาร์ และ 95% ของเงินที่วิ่งผ่านเป็นหยวนดิจิทัล ไม่ใช่ดอลลาร์ ไม่ใช่ยูโร ไม่ใช่เยน
Bomba ยังเตือนอีกว่า “จับตาดูความแตกแยกที่กำลังมา มีทั้ง stablecoin สกุลดอลลาร์ที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของสหรัฐฯ อย่าง USDT/USDC กับระบบคู่ขนานที่ทำงานนอกดอลลาร์” ซึ่งหมายความว่า โลกการเงินกำลังแยกออกเป็นสองราง และคุณต้องตัดสินใจว่าจะยืนอยู่รางไหน
ความย้อนแย้งของคนไทย ธปท. สร้างทางข้ามดอลลาร์ แต่คนไทยกอด USDT ไว้แน่น

นี่คือจุดที่เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยอย่างแท้จริง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง mBridge ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของโครงการ (เดิมชื่อ Project Inthanon-LionRock) หมายความว่าสถาบันการเงินสูงสุดของประเทศไทยกำลังลงทุนทรัพยากรเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ลดบทบาทของดอลลาร์ในการค้าระหว่างประเทศ
แต่ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์คริปโตไทยจำนวนมหาศาลกลับถือสินทรัพย์ในรูปของ USDT และ USDC ซึ่งทั้งสองตัวผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ 1 ต่อ 1 ลองนึกภาพ ธนาคารกลางของคุณกำลังสร้างถนนที่นำโลกออกจากดอลลาร์ แต่คุณกลับเอาเงินออมทั้งหมดไปจอดไว้ในสินทรัพย์ที่ผูกค่ากับสกุลเงินนั้น
ถ้า de-dollarization เร่งตัวขึ้นจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่ USDT หลุด peg (เพราะมันยังผูกกับดอลลาร์อยู่) แต่เป็นดอลลาร์เองที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นทั่วโลก คุณอาจถือ 1 USDT = 1 ดอลลาร์อยู่ แต่ 1 ดอลลาร์ซื้อของได้น้อยลงเรื่อย ๆ นั่นต่างหาก คือความเสี่ยงที่แท้จริง
ระบบเบรตตันวูดส์กำลังแตกสลาย และ BRICS คือคนถือค้อน

เพื่อเข้าใจว่าทำไม mBridge ถึงสำคัญ ต้องมองย้อนกลับไปที่ “ระเบียบโลก” ที่ใช้กันมากว่า 80 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) กำหนดให้ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสกุลเงินสำรองของโลก ทุกประเทศที่ต้องการค้าขายระหว่างกันต้อง “ผ่าน” ดอลลาร์ ไม่ว่าจะซื้อน้ำมัน ข้าวสาลี หรือเซมิคอนดักเตอร์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “petrodollar system” ซึ่งให้อำนาจมหาศาลแก่สหรัฐฯ เพราะทุกธุรกรรมข้ามพรมแดนต้องวิ่งผ่านระบบธนาคารอเมริกันและสามารถถูกแซงก์ชันได้
แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเดียวในการค้าขายกับประเทศอื่น? รัสเซียถูกตัดออกจาก SWIFT หลังบุกยูเครน จีนถูกคุกคามด้วยสงครามการค้า ตะวันออกกลางเริ่มขายน้ำมันเป็นหยวน ทุกเหตุการณ์เหล่านี้เร่งให้การสร้าง “ทางเลือก” เกิดขึ้นเร็วขึ้น และ mBridge คือทางเลือกนั้น ไม่ใช่ในทฤษฎี แต่ในความเป็นจริง
กลุ่ม BRICS ซึ่งเดิมมี 5 ประเทศ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) ตอนนี้ขยายเป็น BRICS+ มีสมาชิกเพิ่มอีกหลายประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อียิปต์ และเอธิโอเปีย ประเทศเหล่านี้มีประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก และ GDP รวมกันมากกว่า G7 แล้ว เมื่อพวกเขาตัดสินใจว่า “เราไม่ต้องการดอลลาร์” คำถามไม่ใช่ว่า “จะเกิดขึ้นไหม” แต่คือ “จะเกิดเร็วแค่ไหน”
คุณถือ stablecoin ผิดตัวอยู่หรือเปล่า

ลองมองจากมุมของเทรดเดอร์คริปโตไทยธรรมดาคนหนึ่ง คุณมี USDT สัก 100,000 บาทอยู่ในกระเป๋า คุณรู้สึกปลอดภัยเพราะมัน “ผูกกับดอลลาร์” แต่ถามตัวเองว่า ถ้าดอลลาร์อ่อนค่าลง 20% ในอีก 5 ปีเพราะโลกค่อย ๆ เปลี่ยนไปใช้ระบบการชำระเงินที่ไม่พึ่งดอลลาร์ USDT ของคุณก็ยังเท่ากับ 1 ดอลลาร์อยู่ แต่ 1 ดอลลาร์ซื้อข้าวได้น้อยลง ซื้อน้ำมันได้น้อยลง ซื้อทองคำได้น้อยลง
ในโลกที่ stablecoin ส่วนใหญ่ผูกกับดอลลาร์ เราแทบไม่เคยตั้งคำถามว่า “ดอลลาร์” เองเป็นความเสี่ยงหรือไม่ เรากลัว bank run ของ Tether เรากลัว depeg เรากลัว blacklist แต่เราไม่เคยกลัวว่าสกุลเงินที่อยู่เบื้องหลังจะสูญเสียอำนาจ
แน่นอนว่า ตอนนี้ยังไม่มี stablecoin ผูกค่ากับหยวนดิจิทัลที่เทรดได้อย่างเสรีบนตลาดคริปโต (เพราะจีนยังคุมเข้มเรื่องคริปโต) แต่ถ้ามองภาพรวม คุณจะเห็นว่ามีทางเลือกอื่นเริ่มโผล่มา ทั้ง stablecoin ผูกค่ากับทองคำ stablecoin ผูกค่ากับหลายสกุลเงิน หรือแม้แต่ Bitcoin เองที่หลายคนมองว่าเป็น “สกุลเงินสำรอง” ของยุคดิจิทัล
คำถามไม่ใช่ “USDT จะพังไหม” แต่คือ “การถือทุกอย่างในรูปดอลลาร์ ยังเป็นกลยุทธ์ที่ดีอยู่หรือไม่ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป”
สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึง ธปท. รู้อะไรที่เราไม่รู้?
มีคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจ ถ้า ธปท. เชื่อจริง ๆ ว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นสกุลเงินสำรองของโลกไปอีก 50 ปี ทำไมถึงต้องทุ่มทรัพยากรไปร่วมพัฒนาระบบที่ออกแบบมาเพื่อข้ามดอลลาร์โดยเฉพาะ?
คำตอบอาจเรียบง่าย เพราะพวกเขาเห็นข้อมูลที่เราไม่เห็น ธนาคารกลางทั่วโลกไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการระดับนี้แบบมั่ว ๆ การที่ ธปท. นั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกับ PBoC แสดงว่าพวกเขาประเมินแล้วว่าโลกกำลังเปลี่ยน และไทยต้องมีตั๋วนั่งบนรถไฟขบวนใหม่
ลองคิดดูในมุมภูมิรัฐศาสตร์ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าหลายล้านล้านบาทต่อปี ถ้าวันหนึ่งจีนบอกว่า “เราอยากจ่ายเป็นหยวนดิจิทัลผ่าน mBridge แทนดอลลาร์” ไทยที่มีระบบรองรับอยู่แล้วจะได้เปรียบมหาศาล ส่วนประเทศที่ไม่มี จะต้องกลับไปต่อแถวใหม่
นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด นี่คือการเตรียมพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ และมันเกิดขึ้นแล้วตรงหน้าเรา
ความเห็นผู้เขียน
ผมไม่ได้บอกว่า USDT จะพังพรุ่งนี้ หรือดอลลาร์จะกลายเป็นกระดาษเปล่าภายในปีนี้ ระบบดอลลาร์ยังแข็งแกร่ง และการเปลี่ยนแปลงระดับนี้ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ
แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ คนไทยส่วนใหญ่ในวงการคริปโตไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ mBridge ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ธปท. ร่วมสร้างระบบนี้ เราหมกมุ่นอยู่กับว่า Bitcoin จะขึ้นหรือลง altcoin ตัวไหนจะปั๊ม meme coin ไหนจะเด้ง จนลืมมองภาพใหญ่ว่า “สกุลเงิน” ที่เราใช้เป็นฐานในการวัดมูลค่าทุกอย่าง กำลังถูกท้าทายอย่างเป็นระบบ
ส่วนตัวผมมองว่า การกระจายความเสี่ยงไม่ได้หมายแค่ถือหลายเหรียญ แต่หมายถึงการตั้งคำถามว่า “สกุลเงินที่อ้างอิง” เหมาะสมกับทิศทางของโลกหรือไม่ ถ้าคุณถือ USDT เพราะรู้สึกปลอดภัย ลองถามตัวเองว่า ความปลอดภัยนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าดอลลาร์จะเป็นราชาตลอดกาลหรือเปล่า
ผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าควรถืออะไรแทน Bitcoin? ทองคำ? stablecoin สกุลอื่น? แต่ผมมั่นใจในสิ่งหนึ่ง คือคนที่ไม่ตั้งคำถามเลย คือคนที่เสี่ยงมากที่สุด
ธปท. ของเราเห็นแล้วว่าโลกกำลังจะเปลี่ยน พวกเขาจึงเข้าไปนั่งในห้องเพื่อสร้าง “ทางเลือก” ให้ประเทศ คำถามคือ ในฐานะนักลงทุนรายย่อย คุณเห็นสิ่งเดียวกันแล้วหรือยัง?

