bitkub-banner

Peter Schiff ชี้ Bitcoin ดีดแรงแค่กับดัก! แนะหนีซบทองคำรับมือสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • 3 หน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ (Fed, FDIC, OCC) ยืนยัน Tokenized Securities ใช้เกณฑ์เงินกองทุนเดียวกับหลักทรัพย์ปกติ ไม่ต้องสำรองเพิ่ม
  • กฎเกณฑ์นี้ครอบคลุมทั้งบล็อกเชนแบบปิด (Permissioned) และแบบเปิดสาธารณะ (Permissionless) รวมถึงการใช้วางเป็นหลักประกัน
  • เป็นการขานรับนโยบาย Pro-Crypto ของรัฐบาล Trump เพื่อดึงธนาคารเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

นี่คือปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับกลุ่ม RWA และ Infrastructure Tokens เพราะเป็นการปลดล็อกเงินทุนระดับสถาบันให้ไหลเข้ามาได้โดยไม่มีกำแพงด้านกฎระเบียบ การที่ธนาคารสามารถถือ Token ได้โดยไม่เปลืองหน้าตักเงินกองทุน จะเร่งให้เกิดการ Adoption ในสเกลใหญ่

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์และผู้สนับสนุนทองคำตัวยง ได้ออกมาเตือนนักลงทุนว่าการพุ่งขึ้นของ Bitcoin เหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ เป็นเพียง “กับดัก” หรือ Head Fake ที่อาจทำให้นักลงทุนหลงทางในช่วงที่ตลาดผันผวนจากภาวะสงคราม

Schiff ให้ความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า ปัจจุบันตลาดกำลังมองโลกในแง่ดีเกินไปว่าสงครามจะจบลงเร็วและควบคุมได้ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาด สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น พันธบัตร คริปโต รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล สวนทางกับราคาน้ำมันและทองคำที่จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยเขาเร่งให้นักลงทุนรีบขาย Bitcoin เพื่อเปลี่ยนไปถือครองทองคำหรือเงินแทนเพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นราคา Bitcoin วิ่งสวนทางกับทองคำ โดย Bitcoin พุ่งขึ้นกว่า 12 เปอร์เซ็นต์หลังเกิดเหตุโจมตี ขณะที่ทองคำย่อตัวลงเล็กน้อย แต่ Schiff และกูรูการเงินอย่าง Ray Dalio ต่างก็ตั้งคำถามถึงสถานะของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดย Dalio ระบุว่า Bitcoin ยังขาดการสนับสนุนจากธนาคารกลาง มีความเสี่ยงเรื่องความเป็นส่วนตัว และอาจเผชิญภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Quantum Computing ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูล On-chain จาก CryptoQuant กลับเผยให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ โดยพบว่าแรงเทขายในตลาด Spot เริ่มลดน้อยลงอย่างมากในปีนี้ ขณะที่ดัชนี Coinbase Premium พลิกกลับมาเป็นบวก สะท้อนถึงแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนฝั่งสหรัฐฯ แม้ดัชนี Bull Score จะยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 10 จาก 100 แต่การลดลงของการถือครองจากนักลงทุนระยะยาว ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการรีบาวด์ในระยะสั้นได้


ในที่สุดกำแพงด่านสุดท้ายก็พังทลายลงแล้วครับ ก่อนหน้านี้แบงก์อยากทำ RWA ใจจะขาดแต่ติดที่ถ้าถือ Token แล้วต้องสำรองเงินเพิ่มมหาศาลมันก็ไม่คุ้มทุน แต่พอปลดล็อกตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ จากแบงก์ใหญ่ในสหรัฐฯ พาเหรดกันออกมาบนเชนแน่นอน ปีนี้และปีหน้าจะเป็นปีทองของ RWA ของจริง ใครยังไม่มีของในกลุ่มนี้อาจต้องรีบทำการบ้านแล้วล่ะ