สรุปข่าว
- รัสเซียถูกรายงานว่าส่งข่าวกรองด้านเป้าหมายให้อิหร่าน รวมถึงตำแหน่งเรือรบและอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
- เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ เนื่องจากรัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านต่อสหรัฐฯ
- นักลงทุนต้องจับตาว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้อย่างไร เพราะความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะกลายเป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวนี้ส่งผลเป็นขาลงต่อตลาดคริปโตอย่างชัดเจน เพราะความเสี่ยงสงครามระหว่างมหาอำนาจกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงและเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออก ทั้งหุ้นและคริปโต ในขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแตะ $80 ต่อบาร์เรลอยู่แล้วยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ตลาดเปราะบางมากขึ้น
ในช่วงค่ำของวันที่ 6 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ข้อมูลที่น่าตกใจถูกเปิดเผยออกมา เมื่อ Coin Bureau รายงานว่า รัสเซียกำลังส่งข่าวกรองด้านการระบุเป้าหมายให้กับอิหร่าน โดยครอบคลุมถึงตำแหน่งของเรือรบและอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับข่าวกรองชุดนี้ นี่ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือทางทหารระหว่างมอสโกและเตหะรานที่อันตรายที่สุดนับตั้งแต่ความตึงเครียดในภูมิภาคเริ่มปะทุขึ้น และอาจส่งผลสะเทือนไปทั่วตลาดการเงินโลก

รัสเซียก้าวข้ามเส้นแดง เข้าช่วยอิหร่านโดยตรง
ก่อนหน้านี้ ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและอิหร่านส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของการขายอาวุธและความร่วมมือทางการทูต แต่การที่รัสเซียส่งข่าวกรองด้านตำแหน่งเป้าหมายทางทหารให้อิหร่านโดยตรงนั้นถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแดงสำคัญ เพราะนั่นหมายความว่ารัสเซียเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่อกองทัพสหรัฐฯ โดยพฤตินัย แม้จะไม่ได้ส่งทหารเข้าสู่สนามรบโดยตรงก็ตาม
สถานการณ์นี้ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับรายงานก่อนหน้าที่ Siam Blockchain เคยรายงานไว้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาลดความถี่การโจมตีเนื่องจากคลังอาวุธเริ่มร่อยหรอ และ กองทุนประกันเรือของสหรัฐฯ ขาดเงินถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับคุ้มครองเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ อยู่ในภาวะที่ค่อนข้างตึงตัวในแง่ทรัพยากรการทหาร
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า จีน-รัสเซีย-อิหร่าน ใช้การขุด Bitcoin เป็นอาวุธถล่มสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรกลุ่มนี้กำลังกดดันสหรัฐฯ ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเงินดิจิทัล
ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและการเงินโลก
ข่าวนี้มาพร้อมกับสภาพแวดล้อมมหภาคที่ตึงเครียดอยู่แล้ว โดย Siam Blockchain รายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $80 ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน และการที่รัสเซียเข้าช่วยอิหร่านระบุเป้าหมายทางทหารสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันสำคัญของโลก อาจถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก
สำหรับตลาดคริปโตโดยตรง ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักกระตุ้นให้นักลงทุนสถาบันลดความเสี่ยง (risk-off) โดยการขายสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงออกก่อน ซึ่ง Bitcoin และคริปโตอื่นๆ มักถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงวิกฤต แม้บางคนจะมองว่า Bitcoin คือ “ทองดิจิทัล” ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นแรงเทขายมักมาก่อน แรงซื้อกลับมักตามมาทีหลังหลังจากสถานการณ์ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรที่อาจถูกขยายขอบเขตออกไปยิ่งทำให้ระบบนิเวศคริปโตที่เชื่อมต่อกับรัสเซียและอิหร่านมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเพิ่มขึ้นด้วย
สัญญาณที่ต้องจับตาต่อจากนี้
น่าสังเกตว่าเพียงไม่กี่วันก่อน Siam Blockchain รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติปิดกั้นมติอำนาจสงครามต่ออิหร่าน ด้วยคะแนน 212 ต่อ 219 ซึ่งสะท้อนว่าสภาคองเกรสยังพยายามควบคุมไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่ข่าวที่รัสเซียเข้ามาส่งข่าวกรองให้อิหร่านโดยตรงอาจเปลี่ยนภาพรวมทั้งหมด เพราะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่ไม่ใช่แค่กับอิหร่านอีกต่อไป
ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การตอบสนองอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรายงานนี้ การเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ราคาน้ำมันและทองคำในฐานะตัวชี้วัดความกังวลของตลาด รวมถึงท่าทีของนักลงทุนสถาบันที่อาจปรับพอร์ตรับสถานการณ์ใหม่
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่ากังวลกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ความตึงเครียดทั่วไประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่เป็นการที่รัสเซียเข้ามาเล่นบทโดยตรงในฐานะผู้สนับสนุนข่าวกรอง ซึ่งทำให้ความขัดแย้งมีมิติใหม่ที่อันตรายมากขึ้น ตลาดคริปโตในระยะสั้นน่าจะได้รับแรงกดดันขาลงจากภาวะ risk-off แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรง Bitcoin อาจกลับมาถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบธนาคารกลางและไม่ถูกมาตรการคว่ำบาตรบังคับ ซึ่งนั่นอาจดึงดูดเงินบางส่วนกลับมาในระยะกลาง สิ่งที่ต้องจับตาคือการตอบสนองของทำเนียบขาวในอีก 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า

