สรุปข่าว
- การผลิตน้ำมันของอิรักลดลงประมาณ 60% หลังจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านปิดกั้นเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกสั่นคลอนหนัก
- นี่คือการพัฒนาใหม่ต่อเนื่องจากการที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน และการที่ซาอุดีอาระเบียเบี่ยงเส้นทางการขนส่งน้ำมัน บ่งชี้ว่าความตึงเครียดในภูมิภาคกำลังบานปลาย
- นักลงทุนควรจับตาดูสัญญาณ Risk-off ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในระยะสั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่การผลิตน้ำมันของอิรักพังทลายลงกว่า 60% พร้อมกับความขัดแย้งทางทหารที่ขยายวงในตะวันออกกลางเป็นสัญญาณ Risk-off ระดับรุนแรง นักลงทุนมีแนวโน้มถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเพื่อหนีไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางต้องคงนโยบายการเงินตึงตัวต่อไป ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อตลาดคริปโต
ในช่วงค่ำของวันที่ 8 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจได้ปรากฏขึ้น เมื่อ Whale Insider รายงานว่าการผลิตน้ำมันของอิรักพังทลายลงประมาณ 60% หลังจากสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านปิดกั้นเส้นทางเดินเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาค นับเป็นการพัฒนาที่รุนแรงที่สุดอีกบทหนึ่งในวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังบานปลาย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าอิสราเอลเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน และซาอุดีอาระเบียเบี่ยงเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง อ่านข่าวเดิม การที่อิรักซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของ OPEC ต้องสูญเสียกำลังการผลิตไปถึง 60% ในคราวเดียวนั้น ถือเป็นการช็อตซัพพลายโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี
อิรักสูญเสียอำนาจการผลิตครึ่งหนึ่งทันที เหตุใดถึงร้ายแรงขนาดนี้
อิรักผลิตน้ำมันได้ประมาณ 4-4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นผู้ส่งออกหลักรายที่สองของกลุ่ม OPEC+ รองจากซาอุดีอาระเบีย การสูญเสียกำลังการผลิตไป 60% ในทันทีหมายความว่าตลาดโลกต้องขาดน้ำมันไปราว 2.5-2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลที่กองทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของสหรัฐฯ เองก็แทบจะชดเชยได้ไม่หมด สาเหตุโดยตรงมาจากการที่ความขัดแย้งทางทหารระหว่างอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบสำคัญ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถออกท่าหรือรับน้ำมันจากอิรักได้ตามปกติ
สถานการณ์นี้ต่อเนื่องมาจากหลายเหตุการณ์ที่สะสมกันในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้งการที่ซาอุดีอาระเบียเตือนอิหร่านถึงการตอบโต้หากถูกโจมตีโครงสร้างพลังงาน และรายงานของหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอิหร่านที่อ้างว่าจับกุมทหารสหรัฐฯ ได้ บ่งชี้ว่าความขัดแย้งได้บานปลายเกินกว่าจะเป็นเพียงการปะทะแบบจำกัดขอบเขตแล้ว
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต เมื่อน้ำมันขาดแคลนหนักก็ดึงทุกอย่างลง
ในทางทฤษฎีการลงทุน การขาดแคลนพลังงานในระดับนี้จะส่งผลลูกโซ่หลายทาง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเพิ่มต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ทุกอย่างบนโลก ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวกลับพุ่งสูงอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีข้ออ้างในการคงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเปิดภายใต้แรงกดดัน และนักลงทุนที่ถือ Bitcoin หรือ Altcoin อยู่จะเผชิญกับแรงขายที่เชื่อมโยงกับการถอยออกจากความเสี่ยงทั่วกระดาน
อย่างไรก็ตาม มีเสียงนักวิเคราะห์บางส่วนที่ชี้ว่า Bitcoin ในระยะยาวอาจถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าได้คล้ายทองคำในภาวะวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะสั้น เมื่อตลาดอยู่ในโหมด Risk-off อย่างรุนแรง คริปโตมักถูกขายก่อนเสมอ เพราะสภาพคล่องในตลาดคริปโตนั้นเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เป็นสินทรัพย์แรกที่นักลงทุนขายเพื่อหาเงินสดในภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ซาอุดีอาระเบียเตือนอิหร่านถึงการตอบโต้ และ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอิหร่านอ้างจับทหารสหรัฐฯ ได้ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าวิกฤตนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าทุกเหตุการณ์ก่อนหน้าในสัปดาห์นี้ เพราะการสูญเสียกำลังผลิตน้ำมัน 60% ของประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะแก้ได้ในไม่กี่วัน มันต้องใช้เวลาฟื้นฟู และตลาดจะยังไม่มั่นใจตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังผ่านเส้นทางไม่ได้ ถ้าจะจับตาอะไรในช่วงนี้ ก็คือราคาน้ำมันล่วงหน้า (Crude Oil Futures) เพราะถ้ามันพุ่งแรงเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นและคริปโตจะโดนแรงขายหนักตามมาแน่นอน อย่าลืมว่าตอนนี้ Tom Lee เพิ่งพูดว่า Bitcoin ถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่ถ้าภูมิรัฐศาสตร์บานปลายแบบนี้ จุดต่ำสุดที่แท้จริงอาจยังอีกไกล ให้ระวังและบริหารความเสี่ยงให้ดี
เครดิตภาพจาก @BinsalamahTariq

