bitkub-banner

เงินทุนไหลออกจากหุ้นเอเชียสูงสุดในรอบ 3 ปี สัญญาณ Risk-Off เขย่าตลาดคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักลงทุนทั่วโลกเทขายหุ้นในเอเชียกำลังพัฒนา (ไม่รวมจีน) มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการไหลออกสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565
  • ตัวเลขดังกล่าวถือว่าหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ หากนับเฉพาะช่วงนอกวิกฤต Bear Market ปี 2565 และช่วงโควิด-19 ปี 2563
  • ภาวะ Risk-Off ระดับนี้มักส่งผลลบต่อตลาดคริปโตโดยตรง เนื่องจากนักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกัน ต้องจับตาแรงขายต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การไหลออกของเงินทุนจากตลาดหุ้นเอเชียในระดับนี้บ่งชี้ถึงความกลัวความเสี่ยงอย่างรุนแรงทั่วโลก ซึ่งประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อนักลงทุนสถาบันหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้น คริปโตก็มักได้รับแรงขายตามมาด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดคริปโตเองก็อ่อนแอมาตั้งแต่ต้นปีอยู่แล้ว

เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter นักลงทุนทั่วโลกได้เทขายหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียกำลังพัฒนา (ไม่รวมจีน) รวมมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว นับเป็นการไหลออกสูงสุดรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 และหากนับเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่ใช่ Bear Market ปี 2565 หรือการระบาดของโควิด-19 ปี 2563 ตัวเลขนี้ถือเป็นการเทขายที่หนักที่สุดในประวัติการณ์ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลเชิงมหภาคที่สะสมมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก

กราฟแสดงการไหลออกของเงินลงทุนรายสัปดาห์จากตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่นและจีน) และเงินลงทุนจากต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งเห็นการไหลออกที่รุนแรงในช่วงหลัง
กราฟแสดงการไหลออกของเงินลงทุนรายสัปดาห์จากตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่นและจีน) และเงินลงทุนจากต่างชาติในไต้หวัน ซึ่งเห็นการไหลออกที่รุนแรงในช่วงหลัง (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

ทำไมเงินทุนถึงไหลออกจากเอเชียหนักขนาดนี้

การเทขายหุ้นเอเชียรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ Risk-Off ที่แผ่กระจายทั่วโลก ปัจจัยที่กดดันได้แก่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ทั้งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน และการแสดงท่าทีทางทหารของหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ตัดสินใจถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกพร้อมกัน

บริบทที่น่าเป็นห่วงคือตัวเลข 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ครอบคลุมเฉพาะเอเชียกำลังพัฒนาที่ไม่รวมจีน หมายความว่าหากนับรวมตลาดจีนด้วย ขนาดของการไหลออกจริงอาจใหญ่กว่านี้มาก ตลาดหุ้นในภูมิภาคอย่างไทย อินเดีย เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนต่างชาติที่ถอนเงินออกอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ภาวะ Risk-Off ในระดับนี้มักมีผลต่อตลาดคริปโตโดยตรง เนื่องจาก Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ยังคงถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในสายตาของนักลงทุนสถาบัน เมื่อกระแสหลักเทขายหุ้น สินทรัพย์เสี่ยงอื่นมักถูกเทตามมาด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดคริปโตเองอยู่ในสภาพอ่อนแอ โดยข้อมูลจาก Siam Blockchain ที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่าราคาคริปโตปรับตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง โดยบางเหรียญร่วงหนักถึง 40-98%

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ Siam Blockchain ติดตามมาตลอดสัปดาห์นี้ ทั้งการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอิหร่านของอิสราเอล และการผลิตน้ำมันของอิรักที่พังทลายลง 60% ต่างเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนยิ่งหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเร็วขึ้น ความเสี่ยงสงครามและความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกทำให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

สัญญาณที่ต้องจับตาในระยะถัดไป

ตัวเลขการไหลออกของเงินทุนรายสัปดาห์เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่นักลงทุนสถาบันใช้ติดตามความเชื่อมั่นของตลาด หากสัปดาห์หน้ายังคงมีการไหลออกต่อเนื่อง หรือตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าวิกฤตจะขยายวงกว้างออกไปอีก ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย หรือมีสัญญาณเจรจาสันติภาพ เงินทุนก็อาจกลับเข้ามาได้เช่นกัน

สำหรับตลาดคริปโต สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่การเคลื่อนไหวของเงินทุนในกองทุน ETF Bitcoin ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่านักลงทุนสถาบันตะวันตกยังคงให้ความสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่หรือไม่ รวมถึงทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมักเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้ประโยชน์จากภาวะ Risk-Off แบบนี้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากหุ้นเอเชียในสัปดาห์เดียวนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ แต่สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันรายใหญ่กำลัง “กลัว” อะไรบางอย่างอย่างจริงจัง สัญญาณแบบนี้ในอดีตมักนำหน้าความผันผวนใหญ่ในตลาดคริปโตอยู่เสมอ เพราะเงินทุนที่ถอนออกมาจากสินทรัพย์เสี่ยงในส่วนหนึ่ง มักไม่ได้ไหลเข้า Bitcoin แต่ไปนอนรอในพันธบัตรหรือดอลลาร์แทน สิ่งที่ผู้เขียนอยากให้จับตาดูในสัปดาห์หน้าคือว่าการไหลออกจะหยุดหรือไม่ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะพัฒนาไปในทิศทางไหน ถ้าทั้งสองปัจจัยยังคงแย่ลงพร้อมกัน ตลาดคริปโตอาจเจ็บปวดต่อได้อีก

ภาพจาก AI