bitkub-banner

เกาหลีใต้ปลดล็อกบริษัทจดทะเบียน 3,500 แห่งซื้อ BTC ได้แล้ว แล้วไทยล่ะ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • เกาหลีใต้ยกเลิกคำสั่งห้ามอายุ 9 ปี เปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนกว่า 3,500 แห่ง ลงทุนใน BTC และ ETH ได้ไม่เกิน 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น แต่ยกเว้นสเตเบิลคอยน์
  • คาดว่าบริษัทเกาหลีใต้อาจเริ่มซื้อขายคริปโตได้จริงภายในสิ้นปี 2569 อาจส่งผลให้เม็ดเงินระดับสถาบันจำนวนมหาศาลไหลเข้าตลาดคริปโต
  • ไทยยังห้ามบริษัทจดทะเบียนลงทุนคริปโตโดยตรง เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจกับคู่แข่งในภูมิภาค

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

การที่เกาหลีใต้อนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนกว่า 3,500 แห่งลงทุนในคริปโตได้ จะเป็นแรงซื้อใหม่ก้อนใหญ่ที่อาจหนุนราคา BTC และ ETH ในระยะกลางถึงยาว เม็ดเงินจากสถาบันระดับนี้ยังไม่ถูกสะท้อนในราคาปัจจุบัน

เกาหลีใต้เปลี่ยนเกม ปลดแบน 9 ปี ให้บริษัทซื้อคริปโตได้

เกาหลีใต้เปลี่ยนเกม ปลดแบน 9 ปี ให้บริษัทซื้อคริปโตได้
ภาพจาก AI

ลองจินตนาการว่า Samsung, Hyundai หรือ LG สามารถเอาเงินในงบดุลไปซื้อ Bitcoin ได้ ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว? ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เพราะเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 คณะกรรมการบริการทางการเงินเกาหลีใต้ (FSC) ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามบริษัทจดทะเบียนลงทุนในคริปโตที่มีมานานถึง 9 ปี เปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนกว่า 3,500 แห่ง สามารถลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีชั้นนำอย่าง BTC และ ETH ได้ โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น

นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนนโยบายธรรมดา แต่มันคือการเปิดประตูให้เม็ดเงินระดับสถาบันจากเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชียไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างถูกกฎหมาย และคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ แล้วประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในการแข่งขันครั้งนี้?

รายละเอียดนโยบายที่เกาหลีใต้ปลดปล่อย

Crypto Patel รายงานว่า FSC กำลังยกเลิกคำสั่งห้ามอายุ 9 ปี โดยอนุญาตให้บริษัทจดทะเบียนกว่า 3,500 แห่ง ลงทุนในคริปโตที่อยู่ใน 20 อันดับแรกด้านมูลค่าตลาดได้ไม่เกิน 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น โดย BTC และ ETH ผ่านเกณฑ์ แต่สเตเบิลคอยน์อย่าง USDT และ USDC ถูกตัดออกเนื่องจากอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

อินโฟกราฟิกสรุปนโยบาย FSC เกาหลีใต้ ปลดแบนคริปโตสำหรับบริษัทจดทะเบียน อนุญาต BTC และ ETH แต่บล็อก USDT USDC จำกัดการลงทุน 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น
ภาพจาก: Crypto Patel (X)

ดังที่เห็นในภาพด้านบน BTC และ ETH ได้รับไฟเขียวจาก FSC อย่างชัดเจน ในขณะที่สเตเบิลคอยน์ถูกบล็อกภายใต้กฎหมายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีใต้ต้องการให้บริษัทเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีศักยภาพเติบโตในราคา ไม่ใช่แค่ใช้เป็นเครื่องมือรักษามูลค่า

The Daily Block ยืนยันข้อมูลเดียวกันว่า FSC วางแผนจะยกเว้นสเตเบิลคอยน์จากรายชื่อคริปโตที่อนุมัติสำหรับบริษัทจดทะเบียน ภายใต้แนวปฏิบัติใหม่นี้

ทั้งนี้ Market Watcher ระบุว่า การซื้อขายคริปโตโดยบริษัทจดทะเบียนอาจเริ่มต้นได้จริงภายในสิ้นปี 2569 นี้ ซึ่งหมายความว่าอาจมีเม็ดเงินระดับมหาศาลไหลเข้าตลาดคริปโตจากฝั่งสถาบันของเกาหลีใต้ในอนาคตอันใกล้

ทำไมสเตเบิลคอยน์ถูกตัดออก?

ธงชาติเกาหลีใต้โบกสะบัด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายคริปโตครั้งใหญ่ของประเทศ
ภาพจาก: The Daily Block (X)

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม FSC ถึงอนุมัติให้ซื้อ BTC และ ETH ที่มีความผันผวนสูง แต่กลับบล็อกสเตเบิลคอยน์ที่ดูเหมือนจะ “ปลอดภัย” กว่า คำตอบอยู่ที่โครงสร้างกฎหมาย USDT และ USDC ผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ถูกจัดประเภทเป็นเครื่องมือที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศภายใต้พระราชบัญญัติแลกเปลี่ยนเงินตราของเกาหลีใต้ การปล่อยให้บริษัทถือสเตเบิลคอยน์ในปริมาณมากอาจสร้างช่องทางให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านระบบควบคุม

Stellar แสดงความเห็นบน X ว่า “หาก FSC ของเกาหลีใต้ยกเว้นสเตเบิลคอยน์จากรายการคริปโตที่อนุมัติสำหรับบริษัทจดทะเบียน มันสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันยังคงระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงและกฎระเบียบของสเตเบิลคอยน์อย่างมาก”

แต่ในอีกด้าน BTC News 2 Trade รายงานว่า พรรครัฐบาลเกาหลีใต้และ FSC เห็นพ้องต้องกันในหลักการที่จะให้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารสามารถออกสเตเบิลคอยน์ได้ โดยยกเลิกข้อกำหนดเดิมที่ต้องมีธนาคารถือหุ้นมากกว่า 50% หลังจากอุตสาหกรรมคริปโตออกมาคัดค้าน นี่แสดงให้เห็นว่าเกาหลีใต้ไม่ได้ต่อต้านสเตเบิลคอยน์ แต่กำลังสร้างกรอบกฎหมายที่เหมาะสมก่อนปล่อยให้บริษัทเข้าถึง

กล่าวง่าย ๆ คือ เกาหลีใต้กำลัง “ปลดล็อกทีละด่าน” อย่างมีแบบแผน ไม่ใช่เปิดทุกอย่างพร้อมกัน แต่ก็ไม่ได้ปิดตายเหมือนบางประเทศในเอเชีย

Samsung, Hyundai, LG ถือ Bitcoin บนงบดุล จะเกิดอะไรขึ้น?

Samsung, Hyundai, LG ถือ Bitcoin บนงบดุล จะเกิดอะไรขึ้น?
ภาพจาก AI

ลองคิดตามตัวเลขกัน Samsung Electronics มีส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 300 ล้านล้านวอน (ราว 2.2 แสนล้านดอลลาร์) ถ้า Samsung ตัดสินใจลงทุนเต็มเพดาน 5% นั่นหมายถึงเม็ดเงินกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่อาจไหลเข้า BTC หรือ ETH จากบริษัทเดียว ยังไม่รวม Hyundai, SK Group, LG และบริษัทจดทะเบียนอีกกว่า 3,500 แห่ง

แม้จะไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะรีบกระโดดเข้ามาซื้อทันที แต่แค่บริษัทใหญ่ 10-20 แห่งตัดสินใจจัดสรรงบเพียง 1-2% เราอาจเห็นเม็ดเงินหลักหมื่นล้านดอลลาร์ไหลเข้าตลาดคริปโตจากเกาหลีใต้ประเทศเดียว

ผลกระทบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคาคริปโต แต่มันจะเปลี่ยนสมดุลการแข่งขันทางธุรกิจในเอเชีย บริษัทเกาหลีที่ถือ BTC บนงบดุลจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาคริปโตในระยะยาว ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น ลดต้นทุนทางการเงิน และมีความยืดหยุ่นในการลงทุนสูงกว่าคู่แข่งที่ถูกห้ามแตะคริปโต

ลองนึกภาพว่า Samsung ลงทุน BTC ในปี 2569 แล้ว BTC เพิ่มขึ้น 50% ภายในปี 2570 นั่นหมายถึงกำไรจากการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ที่คู่แข่งอย่างบริษัทไทยไม่มีโอกาสทำได้เลย เพราะกฎหมายไม่อนุญาต

แล้วไทยอยู่ตรงไหน? กฎระเบียบที่ “ปกป้อง” หรือ “ขังกรง”

แล้วไทยอยู่ตรงไหน? กฎระเบียบที่
ภาพจาก AI

ในขณะที่เกาหลีใต้กำลังเปิดประตูให้สถาบันเข้าสู่คริปโต สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ยังคงห้ามไม่ให้บริษัทจดทะเบียนลงทุนในคริปโตโดยตรง บริษัทไทยที่ต้องการเข้าถึงคริปโตต้องทำผ่านช่องทางอ้อม เช่น กองทุนที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย

คำถามที่ต้องถามกันตรง ๆ คือ กฎระเบียบของไทยกำลัง “ปกป้องนักลงทุน” จริง ๆ หรือว่ากำลัง “ขังกรง” ภาคเอกชนไทยไม่ให้แข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาค?

มองไปที่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบบ้านเรา ไม่ใช่แค่เกาหลีใต้ สหรัฐฯ กำลังผลักดัน CLARITY Act เพื่อสร้างกรอบกฎหมายคริปโตที่ชัดเจน สิงคโปร์มีไลเซนส์สำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดึงดูดบริษัทระดับโลก ญี่ปุ่นเปิดให้สถาบันการเงินลงทุนในคริปโตผ่านกรอบกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ ทุกประเทศกำลังขยับ ในขณะที่ไทยยังยืนนิ่ง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ก.ล.ต. ไทยไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่มีกฎหมายกำกับดูแลคริปโตตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัญหาคือ กฎหมายที่เคยก้าวหน้าเมื่อ 8 ปีก่อน กลับไม่ได้ถูกพัฒนาให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจดทะเบียนไทยยังคงถูกปิดกั้นจากสินทรัพย์ประเภทที่เติบโตเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ

การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ไทยอาจแพ้โดยไม่รู้ตัว

การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ไทยอาจแพ้โดยไม่รู้ตัว
ภาพจาก AI

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนคริปโต แต่มันคือเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ เมื่อบริษัทเกาหลีใต้สามารถใช้ BTC และ ETH เป็นเครื่องมือเสริมสภาพคล่องและเพิ่มผลตอบแทนบนงบดุล พวกเขากำลังได้เปรียบเชิงโครงสร้างเหนือคู่แข่งในภูมิภาค

สมมติว่า Hyundai สามารถลงทุน 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้นใน BTC ได้ แล้ว BTC พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กำไรจากส่วนนี้อาจถูกนำไปลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ขยายโรงงาน หรือเข้าซื้อกิจการ ทำให้ Hyundai แข่งกับ Toyota หรือแม้แต่บริษัทรถยนต์ไทยได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่บริษัทไทยถูกบังคับให้ฝากเงินในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ

แน่นอน ความเสี่ยงก็มี ถ้า BTC ร่วงหนัก บริษัทที่ถือก็ขาดทุน แต่เกาหลีใต้จัดการเรื่องนี้ด้วยการจำกัดเพดานที่ 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ใหญ่พอจะทำให้บริษัทล้มละลาย แต่ก็มากพอที่จะสร้างผลตอบแทนที่มีความหมายในตลาดขาขึ้น นี่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่การห้ามทุกอย่างแบบเหมาเข่ง

คำถามที่ผู้กำกับดูแลไทยต้องตอบคือ ระหว่างความเสี่ยงที่บริษัทอาจขาดทุนจากคริปโตไม่เกิน 5% กับความเสี่ยงที่ภาคเอกชนไทยจะตกขบวนการแข่งขันระดับภูมิภาค อะไรน่ากลัวกว่ากัน?

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่เกาหลีใต้ทำไม่ใช่เรื่องบ้าบิ่น แต่เป็นการปรับตัวที่สมเหตุสมผลกับโลกที่คริปโตกลายเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันยอมรับมากขึ้นทุกวัน การจำกัดที่ 5% ของส่วนของผู้ถือหุ้น และอนุญาตเฉพาะคริปโตใน 20 อันดับแรก แสดงว่าพวกเขาคิดมาอย่างดี ไม่ใช่เปิดให้ซื้อเหรียญเล็ก ๆ ที่เสี่ยงสูง

สำหรับผู้อ่านที่เป็นนักลงทุนคริปโตไทย ข่าวนี้มีนัยสำคัญ 2 ด้าน ด้านแรก มันเป็นข่าวเชิงบวกสำหรับราคา BTC และ ETH เพราะเม็ดเงินจากสถาบันเกาหลีใต้ที่กำลังจะไหลเข้ามาคือแรงซื้อก้อนใหม่ที่ยังไม่ถูกสะท้อนในราคาปัจจุบัน ด้านที่สอง มันเป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ผมไม่ได้บอกว่า ก.ล.ต. ไทยควรเปิดให้บริษัทซื้อคริปโตพรุ่งนี้เลย แต่อย่างน้อยต้องเริ่มพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว เพราะถ้ารอจนทุกประเทศในเอเชียเปิดหมดแล้วค่อยขยับ ตอนนั้นอาจสายเกินไป บริษัทไทยจะแข่งกับคู่แข่งเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ที่งบดุลของพวกเขาได้รับแรงหนุนจากผลตอบแทนคริปโตมาหลายปีแล้ว

กฎระเบียบที่ดีไม่ใช่กฎระเบียบที่ห้ามทุกอย่าง แต่เป็นกฎระเบียบที่สร้างสมดุลระหว่างการปกป้องนักลงทุนกับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเติบโต เกาหลีใต้เพิ่งแสดงให้เห็นว่าสมดุลนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ตอนนี้ลูกบอลอยู่ในฝั่งของไทยแล้ว

ภาพจาก AI