bitkub-banner

OPEC หั่นผลิตน้ำมัน 6.7 ล้านบาร์เรล/วัน หวั่นเงินเฟ้อพุ่งกดคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อิรัก และคูเวต ร่วมกันลดการผลิตน้ำมันรวมกันสูงสุดถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก
  • การลดกำลังผลิตในระดับนี้ถือว่ามหาศาลมาก คิดเป็นประมาณ 6-7% ของอุปทานน้ำมันโลก ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
  • ต้องจับตาว่าตลาดการเงินและคริปโตจะตอบสนองอย่างไร โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะชะลอหรือยกเลิกแผนลดดอกเบี้ย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การลดการผลิตน้ำมันในระดับนี้จะกดดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและลดโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในสภาวะแบบนี้ และหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจนกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจเกิดแรงเทขายในตลาดคริปโตตามมา

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 10 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก เจ้ามือ Insider ระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก และคูเวต ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่ม OPEC ได้ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันรวมกันสูงสุดถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นหนึ่งในการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันต้องการดึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดการเงินโลกรวมถึงตลาดคริปโต

ทำไมการลด 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันถึงสำคัญขนาดนี้

ตัวเลข 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ถูกตัดออกจากตลาดพลังงานโลกนั้นมีนัยสำคัญมาก เนื่องจากโลกบริโภคน้ำมันอยู่ราว 100-103 ล้านบาร์เรลต่อวัน การลดลงในระดับนี้คิดเป็นประมาณ 6-7% ของอุปทานทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการผลิตและการขนส่งทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลมากที่สุดในตอนนี้คือผลกระทบต่อแนวทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเพราะน้ำมันแพง Fed จะมีเหตุผลน้อยลงในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาด นักลงทุนที่รอการลดดอกเบี้ยเพื่อกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอาจต้องรอนานขึ้น

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ตลาดคริปโตมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ เมื่อความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูงกลับมา นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหาที่หลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรหรือทองคำแทน Bitcoin และเหรียญอื่น ๆ จึงอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น โดยเฉพาะหากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq ตอบสนองเชิงลบต่อข่าวนี้

อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่น่าสนใจอยู่เช่นกัน บางส่วนในชุมชนคริปโตมองว่า Bitcoin อาจเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว เช่นเดียวกับทองคำ หากราคาน้ำมันพุ่งสูงและเงินเฟ้อกลับมา นักลงทุนบางกลุ่มอาจหันมาสะสม Bitcoin เพื่อป้องกันมูลค่าของเงิน แต่ในระยะสั้น แรงขายจากความกังวลมักมาก่อนเสมอ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันเคยดิ่งลงต่ำกว่า $84 ต่อบาร์เรล ร่วงกว่า 30% ในชั่วคืนเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดพลังงานในช่วงนี้มีความผันผวนสูงมาก

ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

การตัดสินใจของกลุ่ม OPEC ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางยังคงร้อนแรง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า NATO ยิงสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่านที่บินเข้าน่านฟ้าตุรกี และ กองกำลัง Revolutionary Guards ของอิหร่านได้ขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยังส่งสัญญาณว่าการเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ กำลังล้มเหลว อีกด้วย ความตึงเครียดเหล่านี้รวมกับการลดกำลังผลิตของ OPEC ยิ่งทำให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมาก

แม้ว่าตลาดคริปโตโดยรวมจะยังมีปัจจัยบวกจากด้านสถาบัน เช่น เงินไหลเข้ากองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า $619 ล้านในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ปัจจัยมหภาคจากน้ำมันแพงและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจหักล้างแรงบวกเหล่านั้นได้ในระยะสั้น


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการลดกำลังผลิตน้ำมัน 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันพร้อมกันในคราวเดียวนี้เป็นสัญญาณที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพงขึ้น แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่กำลังเดินเกมกันอย่างมีจุดประสงค์ชัดเจน ในช่วงที่ตะวันออกกลางร้อนระอุแบบนี้ ความเสี่ยงสะสมอยู่หลายชั้นมาก ทั้งจากน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่ต้องจับตาดูในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าคือราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent จะวิ่งไปถึงระดับไหน และ Fed จะส่งสัญญาณอะไรออกมาในการประชุมครั้งต่อไป ถ้าทั้งสองปัจจัยนี้เลวร้ายกว่าที่คาด คริปโตคงหนีแรงเทขายได้ยาก

เครดิตภาพจาก @BenGrahamStocks