สรุปข่าว
- ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $94 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ฟิวเจอร์ดาวโจนส์ดิ่งลง 500 จุด ในช่วงคืนวันที่ 12 มี.ค. ตามเวลาไทย
- สัญญาณ risk-off แผ่กว้างทั่วตลาด น้ำมันแพงขึ้นหมายถึงเงินเฟ้ออาจกลับมา กดดันโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย
- ตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์สูงกับหุ้นสหรัฐฯ จับตาว่า Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นจะได้รับแรงกดดันต่อเนื่องหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
น้ำมันแพงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะยิ่งลดดอกเบี้ยช้าลงหรืออาจไม่ลดเลย ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต นอกจากนี้ฟิวเจอร์ดาวโจนส์ที่ดิ่ง 500 จุดยังส่งสัญญาณว่านักลงทุนกำลังหนีความเสี่ยง ซึ่งมักลากตลาดคริปโตลงด้วยในระยะสั้น
ตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมด risk-off อย่างรวดเร็วในช่วงดึกวันที่ 12 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย หลังราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) พุ่งทะลุระดับ $94 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ฟิวเจอร์ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงทันที 500 จุด ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ซึ่งเป็นสำนักวิเคราะห์ตลาดที่ติดตามอย่างใกล้ชิด การพุ่งของราคาน้ำมันครั้งนี้มาหลังจากที่ราคาเคยแตะระดับ $92 ต่อบาร์เรลไปก่อนหน้าแล้ว และสะสมการขึ้นมากกว่า $10 ในเวลาเพียง 9 ชั่วโมง สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และด้านอุปทานที่ยังไม่คลี่คลาย

ทำไมน้ำมัน $94 ถึงเขย่าตลาดหุ้นได้ขนาดนี้
ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมีผลต่อตลาดหุ้นในสองทิศทางพร้อมกัน ทิศทางแรกคือต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น บริษัทในภาคขนส่ง การผลิต และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมากจะเห็นกำไรถูกกัดกร่อน ทิศทางที่สองและอันตรายกว่าคือสัญญาณเงินเฟ้อ น้ำมันแพงจะดันราคาสินค้าและบริการทั่วทุกภาคส่วน ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยิ่งลังเลในการลดดอกเบี้ย
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า เรือสินค้าไทยถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ และ FBI เตือนตำรวจแคลิฟอร์เนียถึงความเสี่ยงโดรนโจมตีจากอิหร่าน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสร้างความไม่แน่นอนต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันโลกกว่า 20% และเมื่อรวมกับนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ที่อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้ออีกชั้น นักลงทุนจึงเลือกที่จะลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกับดัชนี Nasdaq ที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยี เมื่อฟิวเจอร์ดาวโจนส์ดิ่ง 500 จุด แรงขายมักลามมาถึง Bitcoin และ Altcoin ตามมาในเวลาไม่นาน เพราะนักลงทุนสถาบันที่ถือทั้งหุ้นและคริปโตมักปรับพอร์ตลดความเสี่ยงพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า Bitcoin เคยดิ่งแตะ $91,000 ในครั้งที่ดาวโจนส์ร่วงกว่า 550 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้หนักกว่าปกติคือการที่น้ำมันขึ้นมาในระดับที่จะกดดันเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยก็ยิ่งริบหรี่ลงไปอีก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่า Arthur Hayes ประกาศจะยังไม่ซื้อ Bitcoin จนกว่า Fed จะเริ่มอัดฉีดเงิน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่ว่าสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง Bitcoin ยังมีปัจจัยบวกจากกระแสเงินไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Siam Blockchain รายงานว่า Bitcoin ETF มียอดสะสมเดือนมี.ค. แตะ $1.56 พันล้าน แต่แรงกดดันระยะสั้นจากการ risk-off ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้นคือราคาน้ำมันว่าจะทรงตัวเหนือ $94 ต่อไปหรือดึงกลับลงมา หากราคาน้ำมันยังขึ้นต่อ ตลาดจะเริ่มกังวลถึงระดับ $100 ซึ่งจะเป็นระดับจิตวิทยาที่กดดันตลาดหนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และถ้อยแถลงจาก Fed ว่าจะปรับมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยหรือไม่ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะเป็นต้นตอของความไม่แน่นอนด้านอุปทานน้ำมันในขณะนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสัญญาณครั้งนี้หนักกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่น้ำมันขึ้น แต่เป็นการที่ปัจจัยร้ายหลายตัวมาบรรจบกันพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากนโยบายการค้า และเงินเฟ้อที่อาจกลับมา ถ้า Fed ส่งสัญญาณว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้เลย ตลาดคริปโตอาจถูกกดดันหนักขึ้นอีก สิ่งที่ต้องดูคือว่า Bitcoin จะยืนเหนือแนวรับหลักได้หรือไม่เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดจริง ถ้าหุ้นร่วงหนักต่อเนื่องโดยไม่มีการดีดกลับ แรงขายในคริปโตก็น่าจะตามมาด้วย
ภาพจาก AI

