สรุปข่าว
- Microsoft ประสบความสำเร็จใน Project Silica โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสลักข้อมูลระดับ 5TB ลงในแผ่นแก้วหนาเพียง 2 มม.
- กระจกแก้วดังกล่าวทนทานต่อน้ำ ความร้อน และคลื่นแม่เหล็ก ทำให้อายุการเก็บรักษาข้อมูลยาวนานถึง 10,000 ปี
- ด้วยขีดจำกัดของแก้วมันจึงไม่สามารถตอบโจทย์การประมวลผลที่รวดเร็วของบล็อกเชนได้
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Microsoft ได้สร้างการค้นพบครั้งสำคัญใน Project Silica ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลขนาด 5TB ลงบนแผ่นแก้วทนความร้อน หนา 2 มม. ด้วยเลเซอร์ความเร็วสูง ซึ่งทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมและอยู่รอดได้นานถึง 10,000 ปี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีลักษณะเป็นขั้วตรงข้ามกับระบบบล็อกเชนทำให้มันจะไม่เข้ามาดิสรัปต์แต่มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสุดยอดสำหรับการแบ็คอัพสำรองข้อมูล
เมื่อไม่นานมานี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคฯ อย่าง Microsoft ได้สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ ด้วยการนำเสนอโปรเจกต์สุดล้ำที่ชื่อว่า Project Silica นวัตกรรมแห่งอนาคตที่สามารถบันทึกข้อมูลขนาดมหาศาลลงบน “แผ่นกระจกแก้วโบโรซิลิเกต” ขนาด 2 มม.แต่สามารถจุข้อมูลได้ถึง 5 เทราไบต์ และที่สำคัญคือ มันสามารถเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่รอดปลอดภัยได้นานถึง 10,000 ปี
คำถามที่น่าสนใจสำหรับชาวคริปโตก็คือ เทคโนโลยีสุดล้ำนี้ จะเข้ามามีบทบาทหรือส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม Blockchain อย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกวิเคราะห์กัน
ทำความรู้จัก Project Silica
Project Silica ไม่ได้ใช้แม่เหล็กหรือหน่วยความจำแบบแฟลชไดรฟ์แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่ใช้เทคโนโลยี เลเซอร์ความเร็วสูง (Femtosecond Laser) ในการยิงรหัสข้อมูลระดับนาโนสเกลฝังเข้าไปในเนื้อกระจกแบบ 3 มิติ (Voxels)
ทีมวิจัยเปิดเผยว่า พวกเขาสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 5TB ภายในแผ่นกระจกแก้วความหนาเพียง 2mm โดยที่กระจกแก้วชิ้นดังกล่าวจะสามารถทนทานได้ทั้งน้ำ, ความร้อน, ฝุ่น รวมถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถนำข้อมูลกลับมาอ่านเมื่อไรก็ได้ในสภาพสมบูรณ์

สำหรับตัววัตถุดิบที่ใช้ก็มีความก้าวหน้าไม่แพ้กัน เพราะจากเดิมที่ต้องใช้แก้วควอตซ์ ที่มีราคาสูง มาสู่การใช้แก้วโบโรซิลิเกตทั่วไป ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำกว่า โดยเป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่พบในเครื่องครัวและฝาเตาอบ ทำให้สามารถขจัดอุปสรรคสำคัญในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว
ขณะเดียวกันตัวอ่านข้อมูลจากแก้ว ยังได้มีการพัฒนาให้สามารถอ่านได้โดยใช้กล้องเพียงตัวเดียวเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้ถึงสามหรือสี่ตัว ช่วยลดทั้งต้นทุนและขนาดของอุปกรณ์ลง ส่วนทางด้านเครื่องเขียนข้อมูลยังใช้ชิ้นส่วนน้อยลง ทำให้ผลิตและปรับแต่งได้ง่ายขึ้นทำให้สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามถึงจะสามารถเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้เป็นหมื่นปี แต่ Projecy Silica ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย นั่นก็เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็น WORM (Write Once, Read Many) เขียนข้อมูลลงไปได้แค่ครั้งเดียว แต่สามารถอ่านได้เรื่อยๆ ทำให้ถ้าอยากจะแก้ไขข้อมูลต้องเริ่มบันทึกในกระจกแผ่นใหม่อย่างเดียวเท่านั้น
ส่งผลอะไรกับบล็อกเชน?
หัวใจหลักที่เหมือนกัน
หัวใจหลักของเทคโนโลยี Blockchain คือ Ledger หรือสมุดบัญชีที่เมื่อถูกบันทึกแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขหรือลบเลือนได้ ปัจจุบัน แม้ซอฟต์แวร์ของบล็อกเชนจะป้องกันการแก้ไขข้อมูล แต่ฮาร์ดแวร์ที่ใช้เก็บข้อมูลของเหล่า Node ทั่วโลกกลับมีอายุขัยจำกัดเพียง 5-10 ปีเท่านั้น หากฮาร์ดแวร์พัง ข้อมูลก็อาจสูญหายถ้าไม่มีการสำรองไว้ แต่ด้วยนวัตกรรมแผ่นกระจกของ Microsoft จะทำให้ประวัติศาสตร์การทำธุรกรรมแบบ On-chain ถูกบันทึกไว้ในฮาร์ดแวร์ที่คงทนถาวรระดับหมื่นปี
ทางออกของปัญหาข้อมูลล้นเครือข่าย
เมื่อเครือข่ายบล็อกเชนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขนาดของข้อมูลก็ใหญ่ตามไปด้วย การที่ผู้ให้บริการ Node ต้องแบกรับต้นทุนค่าเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์ที่ต้องอัปเกรดตลอดเวลา ถือเป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจ
ดังนั้น นวัตกรรมแผ่นกระจก 5TB นี้ สามารถนำมาใช้ทำเป็น Cold Storage สำหรับ Archive Node เพื่อเก็บประวัติศาสตร์บล็อกในอดีตที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ช่วยลดภาระต้นทุนฮาร์ดแวร์ให้กับผู้รัน Node ระยะยาวได้อย่างมหาศาล
ต่อยอดชีวิตให้ NFT
ถัดมาปัญหาโลกแตกของวงการ NFT ในยุคปัจจุบันคือปัญหาลิงก์เสีย ผลงานศิลปะ NFT ส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกเก็บภาพไว้บน On-chain เพราะไฟล์มีขนาดใหญ่และค่าแก๊สแพง แต่มักจะเก็บลิงก์ชี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ Off-chain หรือ IPFS แทน ซึ่งถ้าวันใดวันหนึ่งเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นปิดตัวลง ภาพ NFT หลักล้านของก็อาจกลายเป็นแค่ลิงก์เปล่าๆ ที่แจ้งข้อความว่า Error File Not Found
อย่างไรก็ตาม Selica จะไม่ถูกนำมาใช้แทนที่ Blockchain เพราะบล็อกเชนต้องการความแม่นยำและการประมวลผลที่รวดเร็ว ในขณะที่ Selica ต้องการเพียงแค่การเก็บรักษาข้อมูลให้นานที่สุด ดังนั้นทั้งสองเทคโนโลยีจะไม่มีวันมาแทนที่กันอาจมีเพียงแค่การประยุกต์ใช้เข้าหากันเท่านั้น
ที่มา : Microsoft
มุมมองผู้เขียน : สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าวในปัจจุบันอาจไม่มีความจำเป็นในการต้องใช้งานมากนัก แต่เมื่อไรก็ตามที่มนุษยชาติได้พัฒนาจนกลายเป็นอารยธรรมที่ท่องดวงดาวได้ สิ่งนี้จะมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการจารึกประวัติศาสตร์ ตัวตน และความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะอยู่ห่างไกลสักเพียงใด

