bitkub-banner

จีนส่งเครื่องบินรบ 26 ลำบินประชิดไต้หวัน หลังสงบนิ่งมา 16 วัน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ว่าตรวจพบเครื่องบินทหารของจีน 26 ลำปฏิบัติการในช่องแคบไต้หวัน โดย 16 ลำรุกล้ำเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวัน
  • นับเป็นการกลับมาปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ของจีนอีกครั้ง หลังจากว่างเว้นมากว่า 16 วัน และยังพบเรือรบจีนอีก 7 ลำโดยรอบเกาะไต้หวัน
  • หากความตึงเครียดบานปลาย นักวิเคราะห์ชี้ว่าอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลกและตลาดการเงินทั่วโลกอย่างหนัก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันเป็นสัญญาณความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับสูง ซึ่งมักทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในพอร์ต ขายสินทรัพย์เสี่ยงออก รวมถึงคริปโต หากสถานการณ์บานปลายหรือเกิดความขัดแย้งทางทหาร ตลาดการเงินโลกทั้งหมดจะเผชิญแรงเทขายรุนแรง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานการตรวจพบเครื่องบินทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จำนวน 26 ลำปฏิบัติการในช่องแคบไต้หวันในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยในจำนวนนั้นมีถึง 16 ลำที่รุกล้ำเข้าไปในเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ นอกจากนี้ยังพบเรือรบจีนอีก 7 ลำโดยรอบไต้หวันด้วย ตามรายงานจาก Ash Crypto อ้างอิงจาก Politico การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ของจีนอีกครั้ง หลังจากช่วงสงบนิ่งยาวนานกว่า 16 วัน

การกลับมาของปฏิบัติการขนาดใหญ่หลังช่วงสงบ

ก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์จนถึง 7 มีนาคม 2569 ไต้หวันแทบไม่รายงานการตรวจพบเครื่องบินทหารจีนในระดับน่ากังวล โดยมีเพียง 2 ลำเท่านั้นที่ถูกตรวจพบในช่วงดังกล่าว ครั้งล่าสุดก่อนหน้าที่มีการปฏิบัติการขนาดใหญ่คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งพบเครื่องบินจีนถึง 30 ลำ ในภารกิจที่จีนเรียกว่า “การลาดตระเวนเตรียมความพร้อมรบร่วม” การกลับมาของปฏิบัติการระดับนี้จึงสร้างความวิตกกังวลว่าจีนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวันอีกครั้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวัน นายเวลลิงตัน คู ได้เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า แม้กิจกรรมทางอากาศของจีนจะลดลงในบางช่วง แต่เรือรบจีนยังคงปฏิบัติการอยู่รอบเกาะตลอดเวลา ภัยคุกคามจากปักกิ่งไม่ได้หายไปไหน ขณะเดียวกัน สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนก็วิพากษ์วิจารณ์ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม เกี่ยวกับความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จุดชนวนการตอบโต้ทางทหารในรูปแบบนี้

ทำไมไต้หวันถึงสำคัญกับเศรษฐกิจโลกอย่างมาก

ไต้หวันไม่ใช่แค่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลกที่แทบจะขาดไม่ได้ บริษัท TSMC ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของเกาะผลิตชิปกว่า 60% ของโลก และชิปขั้นสูงกว่า 90% ซึ่งป้อนให้กับอุตสาหกรรม AI ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล และระบบป้องกันประเทศทั่วโลก หากช่องแคบไต้หวันเกิดความขัดแย้งหรือการปิดล้อม ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกจะหยุดชะงักในทันที

การประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าหากเกิดการรุกรานไต้หวันจริง ผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงถึง 10.2% และในกรณีการปิดล้อมก็ยังอาจสูงถึง 5% ซึ่งเทียบเท่าหรือรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมอาจสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สถานการณ์นี้จึงเป็น “ความเสี่ยงหางหนัก” (tail risk) ที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ความตึงเครียดในภูมิภาครอบด้านที่สะสมอยู่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุทั่วโลก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า อิหร่านยืนยันความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียและจีน ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งทำให้แนวร่วมของ 3 ประเทศมหาอำนาจนี้เริ่มชัดเจนขึ้น รวมถึงยังมีรายงานเกี่ยวกับ เงินทุนสหรัฐฯ ไหลออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว การที่จีนเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันในช่วงเวลาเดียวกันนี้จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโดยรวมในตลาดการเงินโลก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเหตุการณ์นี้น่ากังวลมากกว่าที่คิด เพราะการที่จีนกลับมาส่งเครื่องบิน 26 ลำหลังจากสงบนิ่งมา 16 วัน ไม่ใช่เรื่องปกติ มันดูเหมือนการส่งสัญญาณที่ตอบสนองต่อคำพูดของประธานาธิบดีไต้หวันเรื่องเพิ่มงบกลาโหมโดยตรง สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่าจีนจะเพิ่มความถี่หรือขนาดของปฏิบัติการต่อไปหรือเปล่า และท่าทีของสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ถ้าตัวเลขเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีกหรือมีการฝ่าแนวแบ่งเขตตรงกลางช่องแคบ ตลาดการเงินโลกคงสั่นอย่างแน่นอน ใครถือสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ควรคอยติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดครับ

เครดิตภาพจาก @AshCrypto