สรุปข่าว
- วัยรุ่น Gen Z หันมาพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์สายการเงินในการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะคริปโต มากขึ้นเรื่อยๆ จนทางการออสเตรเลียเริ่มกังวล
- ข้อมูลระบุว่า Gen Z กว่า 63% หาข้อมูลการเงินจากโซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ AI กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่คนรุ่นใหม่ไว้ใจสูงสุดถึง 64%
- ภัยคุกคามของ AI และฟินฟลูเอนเซอร์อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
รายงานจากหน่วยงานกำกับดูแลของออสเตรเลีย (ASIC) เผยให้เห็นเทรนด์ที่น่ากังวลของนักลงทุน Gen Z ที่หันมาพึ่งพาโซเชียลมีเดียและกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน ในการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามที่ใหญ่กว่ากำลังก่อตัวขึ้น เมื่อผลสำรวจชี้ว่าคนรุ่นใหม่ให้ความไว้วางใจในการให้ AI ช่วยวิเคราะห์การลงทุนสูงถึง 64% ทำให้ ASIC ต้องรีบออกมาหาวิธีรับมือเพื่อป้องกันความเสียหายในวงกว้าง
อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในสายอาชีพที่มาแรงที่สุดในโลกออนไลน์ เพราะไม่ว่าใครก็สามารถโด่งดังได้ในระดับเดียวกับดารานักแสดง ด้วยขุมพลังอำนาจจากโลกโซเชียล ซึ่งภาคการลงทุนเองก็ไม่เว้นที่จะมีซุปตาร์กับเขาเหมือนกัน
อะไรคือ ฟินฟลูเอนเซอร์?
ฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) คือคำที่ใช้เรียกอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับโลกของการเงิน (Finance+Influencer) และการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งแบบที่เป็นกูรูที่เปิดเผยตัวตน และบัญชีลึกลับปริศนาไม่เปิดหน้าเปิดตาให้เห็น และอินฟลูฯเหล่านี้แพร่กระจายไปทุกตลาดการลงทุนไม่ว่าจะเป็น หุ้น, โลหะมีค่า, คริปโต,
พิษภัยซ่อนเร้น
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลีย (ASIC) เปิดเผยว่า กลุ่มวัยรุ่น Gen Z กว่า 1 ใน 4 ของผู้ร่วมงานวิจัยได้มีการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี แต่ประเด็นที่ทำให้หน่วยงานอดห่วงไม่ได้ คือเรื่องของการที่ Gen Z มีความเชื่อใจในแหล่งข่าวบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่น่าเชื่อถือสูงมาก ส่งผลอาจทำให้เกิดความผิดพลาดด้านการลงทุน

จากการศึกษาพบว่า Gen Z มีความต้องการสูงในคอนเทนต์ด้านการเงินที่สูงมาก แต่บ่อยครั้งพวกเขากลับไม่สามารถค้นหาเนื้อหาดีๆ ได้เลย และปลายทางก็มักนำพาไปสู่โพสต์สร้างกระแสเรียกยอดมากกว่าข่าวสารที่มีความละเอียดถูกต้อง
แทบไม่น่าเชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจลงทุน โดยข้อมูลยังเผยอีกว่าทาง ASIC ได้ทำการร่อนจดหมายเตือนไปยังอินฟลูเอนเซอร์ถึง 18 ราย ฐานโฆษณาผลิตภัณฑ์การเงินความเสี่ยงสูง และทำการวิเคราะห์โดยไม่มีใบอนุญาตทางการเงิน
เจาะลึกความอันตราย
เมื่อมองลึกลงไปยังตัวเลขจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-28 ปีจำนวน 1,127 คน พบว่ากว่า 63% ใช้โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งข้อมูลทางการเงิน และตัวชี้นำ ในขณะที่ 18% ใช้ AI ในการหาข้อมูล และ 30% ใช้คอนเทนต์วิดีโอบน Youtube โดยเฉพาะ
ไม่เพียงเท่านั้น กว่า 56% ของ Gen Z ที่ร่วมงานวิจัย ยอมรับว่า เชื่อถือในระดับหนึ่งหรือเชื่อถืออย่างสนิทใจต่อข้อมูลทางการเงินบนโซเชียลมีเดีย โดยกว่า 52% ให้คำตอบแบบเดียวกันนี้ต่อกลุ่ม ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ ที่พวกเขามองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ASIC ย้ำเตือนถึงภัยอันตรายนี้ว่า เหล่าอินฟลูฯชอบให้ความหวังกับนักลงทุนผ่านการคาดคะเนผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ซึ่งอาจทำให้หมดเนื้อหมดตัวหากลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังเริ่มคิดว่าการรับมือกับ “ความผันผวน” และการ “ปั้นพอร์ตระยะยาว” เป็นเรื่องยุ่งยากหากต้องทำด้วยตนเอง พวกเขาจึงอาศัยคนกลุ่มนี้ในการเป็นตัวช่วยในการลงทุนแทน
อย่างไรก็ตาม AI กลับเป็นสิ่งที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในหมู่ชาว Zoomers โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูงถึง 64% ซึ่งทางหน่วยงาน ASIC ก็ได้เริ่มแสดงความกังวลที่เหนือกว่าภัยของอินฟลูเอนเซอร์ และเตรียมรับมือกับอนาคตว่าจะรับมืออย่างไรหากทุกคนไปถาม AI กันหมด
ความกังวลของ ASIC ยิ่งถูกตอกย้ำโดยหลักฐานเชิงประจักษ์หลายแหล่งทั้งสถิติที่บ่งชี้ว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากเชื่อมั่นใน AI โดยสนิทใจ ประกอบกับความเคลื่อนไหวของกระดานเทรดที่เริ่มมีการนำผู้ช่วย AI เข้ามาบริการ
รับมือวิกฤต AI ชี้นำ
Alan Kirkland กรรมาธิการของ ASIC กล่าวว่าทางหน่วยงานกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดถึง “คอนเทนต์ด้านการเงิน” ซึ่งถูกผลิตออกมาจากเครื่องมือ AI
จริงอยู่ที่ว่า AI มีความฉลาดที่เหนือเกินกว่ามนุษย์แต่ภายใต้กฎหมายของออสเตรเลียนั้นบุคคลใดก็ตามที่จะสามารถมอบมุมมองการวิเคราะห์ด้านการเงินได้จำเป็นจะต้องมีใบอนุญาต และ AI ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ดังนั้น ถ้า AI จะมอบข้อมูลการวิเคราะห์ ก็ต้องมีใบอนุญาตรับรองเพราะความน่าเชื่อถือของเอไอขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของคำถาม, ความเฉพาะเจาะจงของคำถามเหล่านั้น รวมถึงคุณภาพของแหล่งข้อมูลที่ AI สามารถหยิบยกมาใช้เพื่อประมวลผลเป็นคำตอบ
ที่มา : Cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : ปัญหาของอินฟลูเอนเซอร์และ AI ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่กำลังจะกลายเป็นงูกินหางที่ต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม เพราะปัจจุบันข้อมูลที่ AI ใช้ฝึกฝนก็มาจากอินฟลูฯเหล่านี้ที่ถูกคนด้วยกันเองนี่แหละตั้งค่าว่าน่าเชื่อถือ พอคนไปถาม AI มันก็จะนำข้อมูลที่เคยรู้มาไป “ฟอกขาว” ซึ่งคนที่ได้รับไปจะไม่สงสัยถึงแหล่งที่มาเพราะเชื่อวิจารณญาณของ AI จากนั้นก็เอาข้อมูลที่ได้ไปลงทุนหรือทำคอนเทนต์ต่อ เกิดเป็นวงจรขยะไม่จบสิ้นไร้ซึ่งข้อเท็จจริง และไม่มีใครฉุกคิดที่จะตรวจสอบ
