bitkub-banner

พันธบัตรอังกฤษทะลุ 5% ครั้งแรกในรอบ 17 ปี Bitcoin ยังสู้ไหวหรือจะร่วงตาม?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น โดยพันธบัตรอังกฤษอายุ 10 ปีทะลุ 5% ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 และพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 40 ปีแตะสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 4%
  • สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (สงครามอิหร่าน) ที่ดันราคาพลังงานขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงดอกเบี้ยสูงและปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ
  • แม้ทฤษฎีทั่วไปชี้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรสูงเป็นลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ Bitcoin ยังแสดงความยืดหยุ่นในแถว $68,000-70,000 ดอลลาร์ โดยทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นและโลหะมีค่าในช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม 2569

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลกส่งสัญญาณว่าสภาวะทางการเงินกำลังตึงตัว ซึ่งโดยปกติแล้วจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต อย่างไรก็ตาม Bitcoin กำลังแสดงให้เห็นว่าอาจเริ่มเปลี่ยนบทบาทเป็นสินทรัพย์หลบภัยในสายตาของนักลงทุนบางกลุ่ม ทำให้แรงกดดันในระยะสั้นยังมีอยู่ แต่อาจไม่รุนแรงเท่าที่เคยเป็น

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นพร้อมกันอย่างน่าเป็นห่วง ตามรายงานจาก Crypto Rover ที่ระบุว่า “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกกำลังพุ่งสูง และนี่เป็นสัญญาณที่ไม่ดี” โดยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีทะลุ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 4% และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้น 10 จุดเบสิสแตะระดับ 4.38% สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงร้อนแรงในหลายประเทศ

กราฟแสดงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของออสเตรเลีย ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
กราฟแสดงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของออสเตรเลีย ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น (ภาพจาก: @CryptoRover)

ธนาคารกลางทั่วโลกถูกบีบให้คงดอกเบี้ยสูง ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ

การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกที่ยังไม่กล้าลดดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง แม้ว่า Dot Plot ยังคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ แต่ Michael Feroli หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของ J.P. Morgan กลับมองต่างออกไป โดยคาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยตลอดปี 2569 และอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย

ฝั่งยุโรปก็ไม่ต่างกัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปี 2569 ขึ้นเป็น 2.6% จากเดิมที่ 1.9% เนื่องจากผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็มีมติเป็นเอกฉันท์คงดอกเบี้ยเช่นกัน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ วาระของประธาน Fed Jerome Powell ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งแทน ยิ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในอนาคต

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต Bitcoin ร่วงแต่ยังสู้ได้ดีกว่าที่คิด

ในทางทฤษฎี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่าง Bitcoin และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวมักจะลดแรงซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท ซึ่งสอดคล้องกับที่เห็นในตลาดวันนี้ที่ Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่แถว 68,811 ดอลลาร์ หรือร่วงราว 2.66% และ Ethereum ที่ร่วงหนักกว่าที่ 3.15% มาอยู่ที่ 2,088 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นในเดือนมีนาคม 2569 นี้ชวนให้คิดมากกว่านั้น แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งสูง แต่ Bitcoin กลับยังทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นและโลหะมีค่าในช่วงวิกฤต บางส่วนในตลาดเริ่มมองว่า Bitcoin กำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น “สินทรัพย์หลบภัยแบบใหม่” ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่กระแสเงินทุนจากสถาบันผ่าน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองราคาไว้ไม่ให้ดิ่งหนักตามตลาดอื่น ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า แรงซื้อ Bitcoin จากสถาบันพุ่งแรงสุดในรอบ 6 เดือน ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่านักลงทุนรายใหญ่ยังไม่ได้ถอยออกจากตลาดคริปโต แม้มหภาคจะดูท้าทาย

มองไปข้างหน้า นโยบายการคลังและภูมิรัฐศาสตร์คือตัวแปรสำคัญ

J.P. Morgan Global Research และ Binance Research ชี้ให้เห็นว่านโยบายการคลังอย่างการกู้ยืมและการออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สามารถส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนระยะยาวได้โดยตรง โดยไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Fed เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ สามารถใช้แนวทางที่ประกอบด้วยการกระตุ้นทางการคลัง การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการลดกฎระเบียบได้สำเร็จ อาจอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมากเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตในระยะถัดไป สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้น ได้แก่ ความคืบหน้าของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทิศทางราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อยังคงร้อนแรงและธนาคารกลางต่างๆ ไม่กล้าลดดอกเบี้ย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ซับซ้อนกว่าที่ฟังดู เพราะโดยปกติแล้วถ้าพันธบัตรพุ่งแบบนี้พร้อมกันทั่วโลก มักจะเห็นคริปโตร่วงหนักมากกว่านี้ แต่ Bitcoin ยังแสดงความยืดหยุ่นออกมาได้ซึ่งน่าสนใจมาก สิ่งที่ผมจับตาอยู่คือว่ากระแสเงินทุนสถาบันผ่าน ETF จะยังคงเข้ามาประคองราคาได้แค่ไหน ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังวิ่งขึ้นต่อเนื่องถึงจุดที่นักลงทุนสถาบันหันไปถือพันธบัตรแทนก็อาจเห็นแรงขายเพิ่มในคริปโตได้ ส่วนตัวแปรที่คาดเดายากที่สุดตอนนี้คือเรื่องอิหร่านและช่องแคบ Hormuz ที่ยังยืดเยื้อ ถ้าแก้ได้ราคาพลังงานร่วง เงินเฟ้อเย็นลง และธนาคารกลางมีพื้นที่ลดดอกเบี้ย นั่นแหละถึงจะเป็นสัญญาณดีสำหรับคริปโตจริงๆ

ภาพจาก AI