สรุปข่าว
- ความยากในการขุด Bitcoin ปรับตัวลดลงแรงถึง 7.76% เหลือ 133.79 ล้านล้าน ซึ่งเป็นการร่วงลงหนักอันดับ 2 ของปี 2026 สะท้อนถึงกำลังขุดในระบบที่หายไปมหาศาล
- ต้นทุนการขุด Bitcoin เฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 77,000 ดอลลาร์ ซึ่งยังคงสูงกว่าราคา Bitcoin ในตลาดที่ซื้อขายแถวระดับ 70,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้นักขุดเผชิญภาวะ “ขุดขาดทุน” จนต้องปิดเครื่องหนี
- เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เมื่อบริษัทขุดยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เริ่มเทขาย Bitcoin เพื่อนำทรัพยากรไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูลไปลุยธุรกิจ AI ที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
แม้ในระยะสั้นข่าวการปิดเครื่องขุดจะดูเหมือนวิกฤต แต่ตามข้อมูลเชิงสถิติจาก VanEck ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่ Hashrate และความยากในการขุดลดลง มักจะเป็นการ “ล้างระบบ” เอานักขุดที่สายป่านสั้นออกไป โดย 65% ของเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอดีต มักตามมาด้วยการฟื้นตัวของราคา Bitcoin ในอีก 90 วันข้างหน้า
การลดความยากในการขุดลง ยังช่วยให้นักขุดที่เหลืออยู่ทำงานง่ายขึ้น ลดแรงเทขายจากฝั่งผู้ผลิต และเป็นสัญญาณบวกสำหรับการจบรอบการปรับฐาน
สถานการณ์ของเหล่านักขุด Bitcoin เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด หลังจากความยากในการขุด Bitcoin รอบล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ร่วงดิ่งลง 7.76% ลงมาอยู่ที่ระดับ 133.79 ล้านล้าน
ตัวเลขนี้ถือเป็นการปรับลดที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองของปี 2026 รองจากเหตุการณ์พายุฤดูหนาวเฟิร์น (Winter Storm Fern) เมื่อต้นปี ที่เคยกดให้กำลังขุดหายไปกว่า 200 EH/s โดยสาเหตุสำคัญมาจากระยะเวลาในการผลิตบล็อก ที่ลากยาวไปถึง 12 นาที 36 วินาที ซึ่งช้ากว่าค่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น 10 นาที ส่งผลให้กลไกของเครือข่ายต้องปรับลดความยากลงอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบกลับมาทำงานได้ตามปกติ
ขุดแล้วเข้าเนื้อ เมื่อราคา Bitcoin วิ่งตามต้นทุนไม่ทัน
ปัญหาหลักที่บีบให้นักขุดต้องยอมถอดปลั๊กคือ “ความไม่คุ้มทุน” ข้อมูลจาก JPMorgan ระบุว่า แม้ต้นทุนการขุดเฉลี่ยจะลดลงจาก 90,000 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 77,000 ดอลลาร์แล้ว แต่ก็ยังสูงกว่าราคาซื้อขายของ Bitcoin ในตลาดปัจจุบัน ที่ซื้อขายอยู่แถวระดับ 70,000 ดอลลาร์

ตัวชี้วัดรายได้อย่าง Hashprice ร่วงลงมาอยู่ที่ 33.30 ดอลลาร์ต่อ PH/s ต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่แทบจะชนเพดานจุดคุ้มทุนสำหรับเครื่องขุดรุ่นใหม่ และถือว่าขาดทุนยับเยินสำหรับเครื่องขุดรุ่นเก่า ยิ่งไปกว่านั้นรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เคยสูงถึง 7% ในปี 2024 กลับลดลงเหลือเพียง 1% ทำให้นักขุดต้องฝากความหวังไว้กับราคาเหรียญ Bitcoin เพียงอย่างเดียว
เทรนด์ใหม่มาแรง นัดขุดหนี Bitcoin ไปปั้น AI
สิ่งที่น่าจับตามากกว่าตัวเลขราคาคือ การขยับตัวของบริษัทขุดยักษ์ใหญ่ที่เริ่มเปลี่ยนทิศทางธุรกิจอย่างชัดเจน หลายบริษัทมองว่า การครอบครองโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่คือ “เหมืองทอง” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงหรือ AI ได้คุ้มค่ากว่า
โดยเฉพาะ Bitdeer ที่ตัดสินใจเทขาย Bitcoin จนเกลี้ยงพอร์ตเพื่อปรับโครงสร้างทุนใหม่และมุ่งเน้นไปที่การผลิตชิป รวมถึงการขยายศูนย์ข้อมูล AI
ขณะที่ Core Scientific ก็มีแผนระบายเหรียญ Bitcoin ที่ถืออยู่ เพื่อระดมทุนลุยโปรเจกต์ AI มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์
ทางด้าน HIVE Digital ก็รุกคืบ ด้วยการเปิดตัวคลัสเตอร์ GPU สำหรับประมวลผล AI ในปารากวัยเป็นที่เรียบร้อย
เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง Riot Platforms, IREN และ CleanSpark ที่เริ่มกระจายสัดส่วนรายได้ไปทางอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแค่การขุดเหรียญเพียงอย่างเดียว
สัญญาณล้างระบบก่อนไปต่อ?
แม้สภาพตลาดจะดูย่ำแย่ แต่ข้อมูลบนบล็อกเชนกลับพบว่า แรงเทขายจากกลุ่มนักขุดไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงอย่างที่คิด โดยยอดถือครอง Bitcoin รวมของนักขุด ลดลงเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขายเหรียญ Bitcoin ที่ขุดได้ใหม่เพื่อประคองตัวเท่านั้น
ฝั่งนักวิเคราะห์มองว่า การที่นักขุดรายย่อยที่มีรายได้ไม่คุ้มทุนยอมแพ้ และออกจากระบบไป คือการสะสาง Supply ที่อ่อนแอ ออกจากตลาด ซึ่งในอดีตมักจะเป็นจุดต่ำสุดก่อนที่ราคา Bitcoin จะเริ่มรอบขาขึ้นใหม่อีกครั้ง
ที่มา : theblock
มุมมองผู้เขียน : การที่บริษัทขุดยักษ์ใหญ่พากันเปลี่ยนทิศทางไปทำธุรกิจ AI ถือเป็นการคัดกรองตลาดครั้งสำคัญ ซึ่งจะเหลือไว้เพียงผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพสูงและมีต้นทุนต่ำจริงๆ เท่านั้น การลดลงของความยากในการขุดรอบนี้คือ โอกาสของคนที่ยังยืนระยะไหว ที่จะเก็บเกี่ยวเหรียญ Bitcoin ได้ง่ายขึ้น
