สรุปข่าว
- JPMorgan ระบุว่าในช่วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน Bitcoin แสดงความแข็งแกร่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้ดีกว่าทองคำและแร่เงินที่ราคาดิ่งลง
- ข้อมูลจาก Chainalysis ตอกย้ำถึงประโยชน์ใช้งานจริงของ Bitcoin ในยามสงคราม โดยพบว่าชาวอิหร่านแห่โอนย้ายสินทรัพย์ออกจากกระดานเทรดมาเก็บไว้กับตัว
- ตัวชี้วัดเชิงลึกพบว่าสถานะฟิวเจอร์สและสภาพคล่องของ Bitcoin กลับยังคงทรงตัวและเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติไม่เหมือนทองและเงิน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
JPMorgan เปิดเผยรายงานว่าในช่วงวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน Bitcoin ได้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น สินทรัพย์ปลอดภัย ได้โดดเด่นกว่าทองคำและแร่เงินอย่างชัดเจน โลหะมีค่าทั้งสองเผชิญกับแรงเทขายทำกำไรอย่างหนักจนราคาร่วงลงกว่า 15% ท่ามกลางเม็ดเงินไหลออกจากกองทุน ETF ในทางกลับกัน Bitcoin กลับมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมของประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งอย่างอิหร่านที่แห่โอนย้ายความมั่งคั่งผ่านคริปโตเพื่อหนีความเสี่ยง
JPMorgan เปิดเผยว่าในช่วงระยะเวลาที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน Bitcoin ได้แสดงศักยภาพในการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven) เหนือล้ำยิ่งกว่าทองคำและแร่เงินที่ร่วงลงอย่างหนัก
พวกเขาระบุว่า ทองคำได้ร่วงลงมาแล้วกว่า 15% จากต้นเดือนจากการที่ดอลลาร์เริ่มแข็งค่า, นโยบายไม่ลดอัตราดอกเบี้ย และการเปิดโพสิชันกันเป็นจำนวนมากในตลาด ตามรายงานของ Nikolaos Panigirtzoglou นักวิเคราะห์ของบริษัท
ในรายงานเขาชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้ทองคำและเงินได้พุ่งอย่างรุนแรงทะลุ $5,500 และ $120 ตามลำดับ ทำให้สินทรัพย์ดังกล่าวเปราะบางต่อการถูกเทขายทำกำไรและการล้างพอร์ตในช่วงที่สภาพตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง เห็นได้อย่างชัดเจนจากกองทุน ETFs ทองคำที่มีเงินไหลออกกว่า $1.1 หมื่นล้านใน 3 สัปดาห์แรกของ มี.ค.
ขณะเดียวกันกองทุน ETF เงินได้ร่วงอย่างรุนแรงและลบล้างผลกำไรทั้งหมดนับตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนของปีที่ผ่านมา กลับกัน Bitcoin ได้มีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาเดียวกัน เป็นการแสดงว่า Bitcoin มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยมาแต่อดีต
เสน่ห์ของ Bitcoin ได้ถูกตอกย้ำโดยข้อมูลของ Chainalysis ที่พบว่า ธุรกรรมคริปโตในประเทศอิหร่านได้ทะยานขึ้นสูงในช่วงสงคราม เนื่องมาจากประชาชนได้ทำการโอนย้ายสินทรัพย์จากเว็บเทรดมาเก็บไว้กับตัว หรือย้ายไปเว็บนอก แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติอันไร้พรมแดนของ Bitcoin ได้ทำให้ตัวของมันเองเป็นที่ต้องการโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สัญญาณฟื้นตัว
ในด้านของการเปิดโพสิชันโดยนักลงทุนสถาบันเองก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยตัวชี้วัดของ JPMorgan แสดงให้เห็นว่า โพสิชันในทองคำและเงินลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมกราคม บ่งชี้ถึงการขายทำกำไรโดยนักลงทุนสถาบัน ในทางตรงกันข้าม การวางสถานะฟิวเจอร์สของ Bitcoin ยังคงค่อนข้างคงที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
กลุ่มเทรดเดอร์ที่เน้นกลยุทธ์ตามแนวโน้ม ดูเหมือนจะเป็นตัวเร่งให้การเคลื่อนไหวนี้รุนแรงขึ้น โดยสัญญาณการเปิดโพสิชันที่ผูกกับโมเมนตัม เช่น กลุ่มที่ปรึกษาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์แสดงให้เห็นว่าทองคำและเงินเหวี่ยงตัวจาก ระดับที่มีการซื้อมากเกินไป ลงมาสู่ ระดับที่ต่ำกว่าจุดเป็นกลาง
เหล่านักวิเคราะห์ระบุว่า สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการบังคับขายเพื่อปิดโพสิชัน มีส่วนสำคัญต่อการร่วงลงของราคาในช่วงที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน สัญญาณโมเมนตัมของ Bitcoin กำลังฟื้นตัวจาก ระดับที่มีการขายมากเกินไป กลับเข้าสู่ ระดับเป็นกลาง บ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์ตลาดที่กำลังปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ สภาวะสภาพคล่องยังได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกสินทรัพย์ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นทองคำที่มักมีสภาพคล่องของตลาดที่แข็งแกร่งกว่าทั้งเงินและ Bitcoin เมื่อวัดจากดัชนี Hui-Heubel
อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวเพิ่งเกิดการพลิกกลับเมื่อไม่นานมานี้ โดยสภาวะสภาพคล่องของทองคำย่ำแย่ลง ในขณะที่ Bitcoin กลับแสดงให้เห็นถึงสุขภาพที่ดีกว่า ในขณะที่เงินนั้นเผชิญกับการลดลงของสภาพคล่องที่รุนแรงที่สุด
โดยสรุปแล้ว ด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการเงิน รวมถึงเศรษฐกิจโลกได้ทำให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุดแม้จะยังมีความผันผวนอยู่ก็ตามที
ที่มา: The Block
มุมมองผู้เขียน : รายงานนี้ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมาก เพราะเวลาตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นเกิดวิกฤต นักลงทุนสถาบันมักจะเผชิญกับ Margin Call ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและมีกำไรอยู่ เพื่อเอาเงินสดไปอุดรอยรั่ว ซึ่งหวยควรจะตกไปที่ Bitcoin เพราะเทรดได้ 24/7 แต่กลายเป็นว่า “ทองคำ” กลับโดนหนักกว่า แสดงว่าฐานผู้ถือครองของ Bitcoin เริ่มมีความเชื่อมั่นและไม่ยอมปล่อยของง่ายๆ แม้ในยามวิกฤต
