bitkub-banner

ความรุนแรงในการร่วงลงของราคา Bitcoin กำลังลดลงจนวอลล์สตรีทเริ่มหันมาจับตามอง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สถิติรอบขาลงของ Bitcoin ในวัฏจักรปัจจุบันมีการปรับตัวลดลงเพียงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยดิ่งลงเหวถึง 90 เปอร์เซ็นต์โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดคริปโตกำลังเติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • การเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องที่ไหลเข้าตลาดอย่างต่อเนื่องได้ช่วยลดความผันผวนของราคาทั้งในฝั่งขาขึ้นและขาลงจนทำให้มุมมองของวอลล์สตรีทเปลี่ยนจากการตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือไปสู่การหาจังหวะแบ่งเงินเข้ามาลงทุน
  • ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าโอกาสที่ราคา Bitcoin จะร่วงหนักทะลุ 90 เปอร์เซ็นต์แบบในอดีตนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วเพราะปัจจุบันต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลมากในการทุบราคาแม้จะมีนักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าอาจเห็นการปรับฐานลงลึกได้หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจภาพรวมก็ตาม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

ข้อมูลชุดนี้ถือเป็นบวกต่อตลาดอย่างมากเพราะมันช่วยลบภาพจำเดิมๆ ที่หลายคนมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่พร้อมจะทำให้เงินลงทุนหายวับไปในพริบตา การที่ราคาผันผวนน้อยลงและมีฐานที่มั่นคงขึ้นจะกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินจากฝั่งสถาบันการเงินหรือกองทุนระดับโลกกล้าที่จะจัดสรรเงินทุนเข้ามาลงทุนในระยะยาวมากขึ้น

เมื่อก่อนถ้าพูดถึง Bitcoin หลายคนคงนึกถึงสินทรัพย์ที่ราคาเหวี่ยงแรงแบบรถไฟเหาะ เวลาขึ้นก็ทะยานจนน่าตกใจ แต่เวลาลงก็ดิ่งพสุธาหายไปถึง 90 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด ทว่าในรอบตลาดปัจจุบันนี้เรากลับเห็นราคาปรับตัวลดลงมาแค่ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า Bitcoin ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว

Jason Fernandes ผู้ร่วมก่อตั้ง AdLunam ให้มุมมองว่าการที่ราคา Bitcoin ย่อตัวน้อยลงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของโครงสร้างตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูงขึ้นบวกกับมีเม็ดเงินจากสถาบันการเงินไหลเข้ามา ความผันผวนที่เคยรุนแรงทั้งขาขึ้นและขาลงก็จะค่อยๆ ลดลงไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นนักลงทุนรายใหญ่จะไม่มานั่งเถียงกันแล้วว่า Bitcoin หลอกลวงหรือไม่ แต่จะหันมาโฟกัสว่าจะจัดสรรเงินลงทุนอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดแทน

ความเสี่ยงขาลงที่ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

มุมมองนี้ไปสอดคล้องกับ Zack Wainwright นักวิเคราะห์จาก Fidelity Digital Assets ที่ออกมาระบุว่าการเติบโตของ Bitcoin เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โอกาสที่เราจะได้เห็นราคาทิ้งดิ่งแบบช็อกตลาดก็น้อยลงตามไปด้วยเมื่อตัวสินทรัพย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เขาชี้ให้เห็นว่าการย่อตัวจากจุดสูงสุดที่ 126,200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้นดูเบาบางไปเลยเมื่อเทียบกับรอบก่อนๆ โดยสรุปคือทั้งขาขึ้นและขาลงของแต่ละรอบวัฏจักรจะเริ่มหวือหวาน้อยลงเรื่อยๆ

ถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติเก่าๆ จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ อย่างช่วงปลายปี 2013 ที่ราคาพุ่งไปถึง 1,163 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะเจอฤดูหนาวคริปโตลากยาวจนราคาดิ่งเหลือแค่ 152 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 หรือมูลค่าหายไปถึง 87 เปอร์เซ็นต์ พอมาถึงรอบปี 2017 ที่ราคาไปแตะ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นไม่นานก็ร่วงลงไป 84 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 3,122 ดอลลาร์สหรัฐ เรียกว่าใครใจไม่แข็งพอนี่มีหนาวแน่นอน

วอลล์สตรีทเริ่มปรับตัวรับมือกับเสถียรภาพใหม่

แน่นอนว่าในวงการนี้ย่อมมีมุมมองที่เห็นต่างออกไป อย่าง Mike McGlone จาก Bloomberg ที่ยังคงเตือนว่าฟองสบู่คริปโตได้แตกไปแล้ว และเราอาจได้เห็น Bitcoin ร่วงกลับไปตั้งหลักที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐได้หากตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤตหนัก แต่ทาง Fernandes ก็ได้ออกมาแย้งว่าขนาดของตลาดในปัจจุบันมันใหญ่เกินกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นแล้ว โอกาสที่ราคาจะพังพินาศถึง 90 เปอร์เซ็นต์แทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะต้องใช้แรงเทขายมหาศาลมากๆ แถมตอนนี้ยังมีกองทุน ETF และเงินบำนาญเข้ามาหนุนตลาดอยู่ การจะทุบราคาให้ร่วงหนักๆ จึงทำได้ยากขึ้นมากในเชิงโครงสร้าง

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านการจัดพอร์ตของนักลงทุนระดับสถาบันแล้วครับ Fernandes อธิบายว่าถ้าการแบ่งเงินมาลงทุนใน Bitcoin แค่ 1 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนรวมของพอร์ตได้โดยไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว Bitcoin ก็จะเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงแทน ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้การประเมินความเสี่ยงเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การถือ Bitcoin แต่อยู่ที่การเสียโอกาสเพราะไม่ยอมมี Bitcoin ติดพอร์ตไว้เลยต่างหาก

ข้อมูลจาก Fidelity ก็ช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยระบุว่าผลตอบแทนของ Bitcoin ในช่วง 10 ปีที่ผ่านพุ่งสูงถึง 20,000 เปอร์เซ็นต์ เอาชนะทั้งหุ้น ทองคำ และพันธบัตรแบบขาดลอย แม้จะมีความผันผวนแต่ก็ยังทำผลงานได้ดีที่สุดถึง 11 ปีจากช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทว่าการที่ราคาเริ่มนิ่งขึ้นก็ต้องแลกมากับผลตอบแทนที่จะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติด้วยเช่นกัน เราคงไม่ได้เห็นการทำกำไรแบบก้าวกระโดดหลายร้อยเท่าเหมือนยุคแรกๆ แล้ว เพราะตอนนี้ Bitcoin กำลังทำตัวเหมือนสินทรัพย์ระดับมหภาคทั่วไปมากกว่าจะเป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงปรี๊ดเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งนี่แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินกล้าเข้ามาลงทุนอย่างเต็มตัว

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าข้อมูลชุดนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่ายุคสมัยของ Bitcoin ได้เปลี่ยนไปแล้วครับ การเข้ามาของกองทุน ETF และเม็ดเงินจากสถาบันการเงินระดับโลกได้เข้ามาช่วยสร้าง “ฐานที่มั่น” ให้กับตลาด ทำให้ช่วงเวลาที่ราคาจะเหวี่ยงลงระดับ 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์แบบในอดีตเกิดขึ้นได้ยากมาก สิ่งนี้จะช่วยลดความหวาดกลัวของนักลงทุนหน้าใหม่และทำให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์พื้นฐานที่ทุกพอร์ตการลงทุนระดับโลก “ต้องมี” ติดไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่หวือหวาทำกำไรได้หลายร้อยเท่าเหมือนยุคแรกๆ แต่ความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นนี้แหละครับที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุดในโลกการเงินให้ไหลเข้ามาอย่างยั่งยืน