สรุปข่าว
- สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว (CEA) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ระบุว่าการห้าม Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยจะทำให้ปริมาณสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.02% หรือราว 2.1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
- หากการจ่ายผลตอบแทน Stablecoin ถูกยกเลิก ต้นทุนสวัสดิการสุทธิจะสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราส่วนต้นทุนต่อประโยชน์อยู่ที่ 6.6 เท่า ขณะที่แบงก์ขนาดใหญ่จะได้รับประโยชน์ถึง 76% ของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น
- รายงานนี้อาจเป็นแรงหนุนสำคัญในการผลักดันกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งยังค้างอยู่ในสภาคองเกรส โดยเฉพาะในประเด็นการอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือได้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ทำเนียบขาวออกมายืนยันด้วยหลักฐานทางวิชาการว่าผลตอบแทน Stablecoin ไม่เป็นอันตรายต่อระบบธนาคาร ช่วยลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบสำคัญ และเพิ่มโอกาสที่กฎหมาย CLARITY Act จะผ่านในเร็ววัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาด Stablecoin และคริปโตในภาพรวม
เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งทำเนียบขาว (Council of Economic Advisers หรือ CEA) ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “Effects of Stablecoin Yield Prohibition on Bank Lending” ซึ่งสรุปว่าการอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือนั้นจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารชุมชน ตามรายงานจาก Cointelegraph และ Coin Bureau รายงานดังกล่าวระบุว่าหากห้ามการจ่ายผลตอบแทน Stablecoin ปริมาณสินเชื่อในระบบธนาคารแบบดั้งเดิมจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.02% หรือคิดเป็นเงินราว 2.1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งตรงข้ามกับข้อกังวลของอุตสาหกรรมธนาคารที่เคยเตือนว่าอาจเกิดการไหลออกของเงินฝากจำนวนมหาศาล รายงานนี้จัดทำโดย Pierre Yared ประธาน CEA รักษาการ และ Aaron Hedlund สมาชิก CEA ซึ่งทั้งคู่ดำรงตำแหน่งภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump
ตัวเลขที่แท้จริงของผลกระทบต่อระบบธนาคาร
รายงานของ CEA วิเคราะห์อย่างละเอียดว่าหากผลตอบแทน Stablecoin ถูกห้ามจริง ธนาคารขนาดใหญ่จะได้รับประโยชน์จากสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นถึง 76% ของทั้งหมด ขณะที่ธนาคารชุมชน (ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์) จะได้รับเพียง 24% ที่เหลือ หรือคิดเป็นสินเชื่อเพิ่มขึ้นราว 500 ล้านดอลลาร์ คือเพิ่มขึ้นเพียง 0.026% เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดของธนาคารชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น หากกำจัดผลตอบแทน Stablecoin ออกไป ต้นทุนสวัสดิการสุทธิในระบบเศรษฐกิจจะสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราส่วนต้นทุนต่อประโยชน์ที่ 6.6 เท่า นั่นหมายความว่าสังคมเสียผลประโยชน์มากกว่าที่ธนาคารจะได้รับถึง 6 เท่า
ก่อนหน้านี้ในงาน DC Blockchain Summit เมื่อเดือน มี.ค. 2569 Pierre Yared เคยระบุว่าผลกระทบของผลตอบแทน Stablecoin ต่อระบบธนาคารจะ “น้อยมาก” แต่ผลกระทบต่อการนำ Stablecoin ไปใช้จริง “อาจมีนัยสำคัญ” การเผยแพร่รายงานฉบับเต็มในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันด้วยข้อมูลเชิงปริมาณเป็นครั้งแรก หลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน รวมถึง Thom Tillis กดดันให้เปิดเผยผลการศึกษานี้ต่อสาธารณะมาตั้งแต่ มี.ค. 2569
ผลกระทบต่อกฎหมาย CLARITY Act และอนาคต Stablecoin
รายงานฉบับนี้มีนัยสำคัญต่อการผลักดัน CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฉบับใหญ่ที่ยังค้างอยู่ในสภาคองเกรส โดยหนึ่งในปัญหาที่ทำให้กฎหมายนี้ชะงักคือข้อถกเถียงเรื่องการอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนได้หรือไม่ ควรทราบด้วยว่า GENIUS Act ซึ่งประธานาธิบดี Trump ลงนามเป็นกฎหมายเมื่อเดือน ก.ค. 2568 ห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยโดยตรงแก่ผู้ถือ แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมช่องทางที่บุคคลที่สามหรือบริษัทในเครือจ่ายผลตอบแทนแทน ซึ่ง CLARITY Act กำลังพยายามอุดช่องโหว่นี้อยู่
ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมธนาคารเคยประเมินว่าหาก Stablecoin สามารถเสนอผลตอบแทนได้อย่างอิสระ เงินฝากอาจไหลออกจากระบบธนาคารสูงถึงกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ แต่รายงานของ CEA โต้แย้งว่าตัวเลขดังกล่าวเกินจริง และตลาดได้ย่อยข้อมูลนี้ผ่านความต้องการ Stablecoin ที่มีอยู่จริงในปัจจุบันแล้ว นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า FDIC วางกรอบกำกับ Stablecoin ตาม GENIUS Act ยัน Tokenized Deposit เป็นเงินฝากตามกฎหมาย ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งกำลังเดินหน้าเปิดรับคริปโตอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่คือก้าวสำคัญที่น่าจับตามาก การที่ทำเนียบขาวออกมาพิสูจน์ด้วยตัวเลขว่าข้อกังวลของแบงก์นั้น “เกินจริง” ถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองชั้นดีในการดันกฎหมาย CLARITY Act ผ่านสภา และถ้ากฎหมายนี้ผ่าน มันอาจเปลี่ยนโฉมหน้าตลาด Stablecoin อย่างมีนัยสำคัญเพราะแพลตฟอร์มคริปโตจะสามารถเสนอผลตอบแทนได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้ Stablecoin ดึงดูดผู้ใช้ใหม่ได้มากขึ้น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือปฏิกิริยาของล็อบบี้แบงก์ในสภาคองเกรส และว่า CLARITY Act จะมีความคืบหน้าหรือไม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
ที่มา: @Cointelegraph, @coinbureau
เครดิตภาพจาก @CryptoTimes_io
