สรุปข่าว
- Exchange ชื่อดังของเกาหลีใต้อย่าง Bithumb ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออายัดทรัพย์สินหลังจากที่ผู้ใช้งานกลุ่มหนึ่งปฏิเสธที่จะส่งมอบเงินคืนจากเหตุการณ์ระบบโอนเงินผิดพลาดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
- ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากพนักงานพิมพ์หน่วยสกุลเงินผิดจาก KRW เป็น BTC ในแคมเปญแจกรางวัล ทำให้ระบบประมวลผลแจก Bitcoin จำนวนมหาศาลให้กับผู้โชคดีจนเกิดแรงเทขายอย่างรวดเร็วก่อนที่ Exchange จะระงับบัญชีได้ทัน
- ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่ากรณีนี้เข้าข่ายการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบซึ่งผู้รับจะต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดและหากมีการขายทิ้งไปแล้วก็อาจต้องรับผิดชอบด้วยการซื้อเหรียญกลับมาคืนในราคาที่สูงกว่าเดิมเพื่อชดใช้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ปัญหาการโอนเงินผิดพลาดและการฟ้องร้องเรียกทรัพย์สินคืนของ Bithumb เป็นเพียงปัญหาภายในของ Exchange และข้อพิพาททางกฎหมายกับลูกค้ารายย่อย ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานหรือสภาพคล่องรวมของตลาด Crypto แต่อย่างใด
Bithumb ซึ่งเป็น Exchange คริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่อันดับสองของประเทศเกาหลีใต้ได้ยื่นคำร้องต่อศาลท้องถิ่นเพื่อขออายัด Bitcoin จำนวน 7 BTC ที่ยังไม่ได้รับคืนหลังจากเกิดข้อผิดพลาดในการจ่ายเงินรางวัลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยมูลค่าความเสียหายเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้สูงถึงราว 8 ล้านดอลลาร์ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับข้อพิพาทกับผู้ใช้งานกลุ่มเล็กๆ ที่ปฏิเสธการส่งคืนทรัพย์สินกลับสู่ระบบ
ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า Exchange ได้เริ่มกระบวนการอายัดทรัพย์สินชั่วคราวซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการฟ้องร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ทำการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน โดยคาดว่าจะมีการดำเนินคดีทางแพ่งตามมาในเร็วๆ นี้
ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อทาง Exchange ได้จัดโปรโมชันที่มีจุดประสงค์เพื่อแจกเงินรางวัลจำนวน 620,000 วอน หรือประมาณ 460 ดอลลาร์ให้กับผู้โชคดีจำนวน 249 ราย แต่พนักงานกลับทำพลาดด้วยการกรอกข้อมูลสกุลเงินเป็น BTC แทนที่จะเป็น KRW ส่งผลให้ระบบภายในของ Bithumb โอนเงินรางวัลให้กับผู้ชนะแต่ละรายเป็นจำนวนสูงถึง 620,000 BTC ซึ่งความผิดพลาดจากมนุษย์ในครั้งนี้ทำให้ดูเหมือนว่า Exchange ได้เสก BTC มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นมาจากอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ
ภายในเวลาไม่กี่นาที ผู้ใช้งานบางส่วนได้ชิงเทขายเหรียญไปประมาณ 1,788 BTC ก่อนที่ Bithumb จะรู้ตัวและสั่งระงับบัญชีได้ทัน ซึ่งแรงเทขายอย่างกะทันหันนี้ส่งผลให้ราคาคู่เทรด BTC/KRW บนกระดานร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 80 ล้านวอน หรือราว 54,000 ดอลลาร์
หลังจากนั้นทาง Exchange ได้ทำการยกเลิกรายการโอนเงินส่วนใหญ่และสามารถกู้คืนเหรียญที่ถูกขายไปได้เป็นจำนวนมาก แต่มูลค่าความเสียหายประมาณ 12.3 พันล้านวอน หรือราว 8.3 ล้านดอลลาร์ก็ยังคงค้างอยู่ในระบบ ซึ่งหลังจากพยายามติดตามทวงถามมาหลายเดือน ยอดคงค้างดังกล่าวก็ลดลงเหลือเพียง 7 BTC เท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในเกาหลีใต้ให้ความเห็นว่ากรณีความผิดพลาดลักษณะนี้เข้าข่ายการลาภมิควรได้ ซึ่งหมายความว่าผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าว และหากเหรียญถูกนำไปขายทิ้งแล้ว ผู้ใช้งานอาจต้องหาทางซื้อ BTC กลับมาคืนในราคาที่อาจสูงขึ้นเพื่อชดใช้หนี้สินให้ครบถ้วน
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ตอกย้ำให้เห็นว่าความผิดพลาดของมนุษย์เมื่อนำมาประกอบกับความรวดเร็วและลักษณะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ของการทำธุรกรรม Crypto สามารถเปลี่ยนเรื่องเล็กๆ ให้กลายเป็นวิกฤตระดับหลายล้านดอลลาร์ได้อย่างไร
ปัจจุบัน Bithumb ถือเป็น Exchange ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในเกาหลีใต้ตามข้อมูลจาก CoinGecko โดยมีปริมาณการซื้อขายในช่วง 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 388 ล้านดอลลาร์ ตามหลังเพียง Upbit ที่ทำสถิติปริมาณการซื้อขายไว้ที่ 788 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
ที่มา สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้เป็นบทเรียนราคาแพงมากสำหรับคนทำงานระบบหลังบ้านของ Exchange ครับ การตั้งค่าระบบแจกรางวัลโดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องแบบ Multi-signature หรือจำกัดเพดานการจ่ายเงินสูงสุดในแต่ละวันถือเป็นความหละหลวมอย่างมาก โชคดีที่ Bithumb เป็น Platform แบบรวมศูนย์ ทำให้ยังสามารถกดปุ่มระงับบัญชีและดึงเงินคืนกลับมาได้ส่วนใหญ่ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้ไปเกิดบนโลก DeFi ที่ทุกอย่างทำงานผ่าน Smart Contract แบบอัตโนมัติ เงินคงกระจายหายวับไปในชั่วพริบตาและไม่มีทางตามกลับมาได้เลย ส่วนผู้ใช้งานที่ดื้อดึงไม่ยอมคืนเงินก็เสี่ยงโดนคดีอาญาและแพ่งตามมาแน่นอนครับ เพราะประวัติการทำธุรกรรมมันถูกบันทึกไว้หมดแล้ว
